
โจทย์ร่างรัฐธรรมนูญ
โจทย์ร่างรัฐธรรมนูญ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 9 ธันวาคม 2557
จำเลยหมายเลข 1 ของวังวนการเมืองไทย ในความเห็นของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญทั้งรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ กฎหมายมหาชน ฯลฯ ทั้งหลายก็คือ ระบบอุปถัมภ์ ซึ่งเป็นเสมือนตัวจักรใหญ่ที่เป็นแรงขับเคลื่อนวงจรของการทุจริตคอร์รัปชั่นในทุกรูปแบบ ผ่านกลไกที่เป็นเสมือนเซลล์ ซึ่งก็คือ นักการเมือง ที่ส่วนหนึ่งถูกตีตรามาหลายทศวรรษในเรื่องโกงกิน จากแต่เดิมหาประโยชน์จากงานโยธา ป่าไม้ และทรัพยากรอื่นๆ พัฒนาขึ้นเป็นการกินตามน้ำ และการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย หรือผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งเป็นการโกงกินกันในแบบที่กฎหมาย และองค์กรอิสระที่ถูกออกแบบมาในรัฐธรรมนูญไม่สามารถจับได้ไล่ทัน นี่จึงเป็นที่มาของความวุ่นวาย และความขัดแย้งทางการเมืองอันนำไปสู่การรัฐประหารหลายครั้ง โดยเฉพาะ 2 ครั้งหลังสุดนี้ มีที่มาจากระบบอุปถัมภ์ที่แผ่ขยายลุกลามลงสู่สังคมทุกระดับ ตั้งระดับคหบดีนักธุรกิจ ลงไปจนถึงระดับรากหญ้า เช่นเดียวกับนักการเมืองระดับชาติ ไล่เรียงถึงองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ชนิดที่ว่า จับต้องตรงไหน ก็เจอแต่เรื่องโกงกินเต็มไปหมด
คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ในสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) โดยการนำของนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ได้นำเสนอโมเดลการสกัดกั้นระบบอุปถัมภ์ ผ่านการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีโดยประชาชนโดยตรง หรือคาร์บิเนตลิสต์ ไม่ต้องผ่านระบบส.ส.และรัฐสภา ที่พวกเขาเห็นว่า เป็นเซลล์ของระบบอุปถัมภ์ ที่มาจากการซื้อเสียง มีผลประโยชน์แอบแฝงอยู่กับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เพราะนายกรัฐมนตรีเองก็ต้องตอบแทนส.ส.ที่ยกมือสนับสนุนตนเอง และถ้าหากรัฐบาลมีเสียงข้างมากแบบเด็ดขาดก็จะเข้าครอบงำได้ทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ทำให้การตรวจสอบอ่อนแอ และระบบการตรวจสอบผ่านรัฐสภาก็จะไม่เป็นผล ฝ่ายบริหารจึงยิ่งคอร์รัปชั่นกันอย่างเหิมเกริม ขณะที่การเลือกคณะรัฐมนตรีโดยตรงก็จะทำให้คนเป็นรัฐมนตรีไม่ต้องยืมมือส.ส. และประชาชนผู้เลือกตั้งเองก็จะรู้ว่า คนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีมีคุณสมบัติอย่างไร
แต่กระนั้น การนำเสนอรูปแบบใหม่เพื่อพยายามตอบโจทย์ล้มล้างระบบอุปถัมภ์นี้ก็มีเสียงคัดค้านออกมาอย่างกว้างขวาง ด้วยเหตุที่โมเดลดังว่าต่างหากที่จะทำให้ได้รัฐบาลและผู้บริหารที่ยิ่งเหิมเกริมหนักกว่าเก่า กลายเป็นการใช้อำนาจที่ฉ้อฉล เหมือนจะเป็นระบบประธานาธิบดี ที่สำคัญก็คือ ปัญหาที่ผ่านมาดังที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองมองเห็นเป็นโจทย์นั้น เกิดขึ้นเพราะตัวนักการเมืองเองมากกว่า เพราะรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ล้วนแต่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างเสถียรภาพให้แก่การเมือง และยังสามารถตรวจสอบได้ผ่านองค์กรอิสระต่างๆ หากแต่นักการเมืองที่มีทั้งเงินและอิทธิพลได้เข้าครอบงำ ทั้งพรรคการเมืองที่ถูกรวบรวมมาสนับสนุนตนเอง และองค์การอิสระที่กลายเป็นเสือกระดาษ
อย่างไรก็ตาม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย และนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญบอกว่า การนำเสนอโมเดลต่างๆ ในช่วงนี้ ยังเป็นแต่เพียงความเห็น ไม่ใช่มติของคณะกรรมาธิการแต่อย่างใด หรือพูดง่ายๆ ก็คือช่วงนี้เป็นช่วงขายฝัน ซึ่งทุกฝ่ายก็น่าจะเห็นตามที่ว่ามานั้น หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกๆ โมเดลที่กำลังนำเสนอ หรือรอเข้าสู่คณะกรรมาธิการยกร่าง ควรจะต้องถกแถลงหรือดีเบตกันอย่างกว้างขวางต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทย์ที่ว่าด้วยระบบอุปถัมภ์นั้น เป็นอาการไม่สามารถรักษาให้หายชะงัดได้เพียงยาขนานใดขนานหนึ่ง โดยเฉพาะการเลือกตั้งโดยตรงที่จะต้องฟังความกันอย่างรอบคอบรอบด้านมากที่สุด เพราะถ้าให้ยาผิดไป เชื้อโรคร้ายก็จะยิ่งลุกลามและได้ภูมิคุ้มกันไปพร้อมในตัว



