
สังคมเป็นอย่างไรกติกาก็อย่างนั้น
สังคมเป็นอย่างไรกติกาก็อย่างนั้น : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา
บางที "แนวคิดทางการเมือง" กับ "การปฏิรูปการเมือง" ที่กำลังทำกันอยู่ มันก็เป็นเรื่องที่แยกออกจากกันได้ยาก
ยิ่งเป็นช่วงจังหวะของการนำเสนอแนวทางผ่าวิกฤติการณ์การเมืองของประเทศด้วยแล้ว บรรดาผู้ที่ถูกเลือกให้มารวมกลุ่มเสนอแนวคิดผ่าทางตันประเทศจนตกผลึกออกมาว่าจะให้มีกรอบการยกร่างกติกาสูงสุดของประเทศออกมาในทิศทางนั้นๆ ก็เป็นเรื่องที่บางครั้งฟังแล้วมันก็สุดลิ่มทิ่มประตูเลยจริงๆ
วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย พูดถึงข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปคณะต่างๆ ที่ทยอยเปิดเผยกันจนฮือฮาในขณะนี้ว่า เป็นเพียงข้อเสนอที่ไม่รู้ว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะเอาตามนั้นด้วยหรือไม่
สรุปความก็คือ ช่วงนี้เป็นช่วงขายฝันของบรรดานัก "ผ่าทางตันประเทศ" เท่านั้น
อย่าเพิ่งไปตื่นเต้น หรือแตกตื่นไปกับความคิดอันบรรเจิดที่ทยอยผลิตออกมา
แต่ถึงกระนั้น แนวคิดในการแก้ไขกติกาสูงสุดของประเทศก็สะท้อนภาพที่เกิดขึ้นในวันที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี
ข้อเสนอให้มีการเลือกตั้งแบบประเทศเยอรมนี นั่นก็เพราะเห็นว่า สัดส่วนที่ประชาชนทั้งประเทศเลือก "พรรคใหญ่" ไปนั้น มีบางพรรคที่ได้ "ส่วนเกิน" ไปทั้งที่ไม่ควรจะได้
จึงพยายามเสนอให้ใช้แบบที่ว่า เมื่อประชาชนทั้งประเทศเลือกมาในสัดส่วนเท่าใด ก็ให้ได้ ส.ส.ทั้งหมดเท่านั้น หรือใกล้เคียงนั้นให้มากที่สุด
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ให้มี ส.ส.จากบัญชีรายชื่อนั้น ก็เพราะต้องการให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง เพื่อให้การเมืองมีเสถียรภาพ และก็ใช้เรื่อยมาจนถึงรัฐธรรมนูญปี 2550 เราก็ได้พรรคการเมืองที่มีเสียงเด็ดขาด สามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์
แน่นอนล่ะว่า เมื่อออกแบบทำกติกามาเพื่อแก้ปัญหาอย่างหนึ่ง ก็ยากที่จะคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น โดยเฉพาะ "ผลข้างเคียง"
จะมีก็เพียงแต่ความคาดหวังว่า "คน" จะอยู่ในกรอบ และเดินตามครรลองที่ควรจะเป็น
ผลพวงจากรัฐธรรมนูญปี 2540 เราจึงได้ทั้งพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง ได้นายกรัฐมนตรีที่ทรงอำนาจ และได้องค์กรอิสระที่ยึดโยงกับประชาชน เนื่องจากมาจากการเลือกของผู้แทนพรรคการเมือง และวุฒิสภาเลือกอีกทอดหนึ่ง
แต่ก็เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น !
เมื่อนักการเมืองเห็นช่องทางการใช้องค์กรอิสระ การคัดสรรกรรมการในองค์กรอิสระจึงผ่านกระบวนการของนักการเมือง จนสุดท้ายองค์กรอิสระบางองค์กรก็เป็นได้เพียงชื่อเท่านั้น
ไม่เพียงแต่ความพยายามออกแบบวิธีการเลือกตั้งเท่านั้น หากแต่ยังมีข้อเสนอในเรื่องการ "เลือกตรง" บรรดาผู้ที่ใช้อำนาจบริหารทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี
บ้างก็ว่า เพื่อให้ประชาชนได้เห็นหน้าค่าตาชัดเจน และวัดกันไปเลยว่า ถ้าเลือกนายกฯ ต้องคนนี้ เลือกรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ก็เอานี่ไป เลือกความมั่นคง ก็เสนอให้เลือกแบบนี้
จะว่าไปก็ดูเหมือนจะชัดเจน แต่ก็ถูกอีกฝ่ายบอกว่า นั่นมันจะกลายเป็นระบอบประธานาธิบดีไปเสียกระมัง
แต่ก็ถูกแย้งว่า นี่มันบ้านเรา ถ้าเราจะเอาแบบนี้ แล้วยังมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอยู่เหมือนกับรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ก็จะเป็นไรไป
ทั้งหมดที่ว่านั้น ยังต้องไปดูร่างรัฐธรรมนูญที่จะออกมากันอีกทีว่าหน้าตาจะออกมาอย่างไร
แต่ที่แน่ๆ แนวคิดที่ว่านั้น ออกมาก็เพราะพรรคเพื่อไทยที่หาเสียงโดยให้ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ที่ตอนนี้หายเข้ากลีบเมฆไปนั้น เป็นหัวหน้าพรรค แล้วก็บอกกลายๆ ว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเป็นนายกฯ โดยแนวทางการหาเสียงนั้น "ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ"
มีการมองว่า นั่นคือความคลุมเครือ และยากที่จะหาคนมารับผิดชอบ ในยามที่เกิดความเสียหาย ที่เห็นๆ กันอยู่ก็คือ โครงการจำนำข้าว
ปฏิเสธไม่ได้ว่า สังคมเป็นอย่างไร กติกาที่ออกมาเพื่อให้สังคมอยู่ด้วยกันได้ ก็เป็นอย่างนั้น แต่บทเรียนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ก็น่าจะทำให้มีการมองไปไกลกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้



