
ก้าวข้ามผูกขาดทรัพยากร
ก้าวข้ามผูกขาดทรัพยากร : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม 2557
มีข่าวว่า ขณะนี้คณะรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นชอบให้คณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการน้ำ ที่มี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน จัดทำโครงการแผนบริหารจัดการน้ำเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป ซึ่งตามแผนดังกล่าวนี้จะใช้เงินลงทุนมากกว่าโครงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้จำนวน 3.5 แสนล้านบาท เพราะยุทธศาสตร์ใหม่นี้จะรวมเอาทุกโครงการเข้ามาไว้ด้วยกันเพื่อการแก้ปัญหาแบบบูรณาการทั่วประเทศ ทั้งน้ำท่วม แล้งน้ำ และปัญหาคุณภาพน้ำ ใช้เวลาดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2558-2567 รวมเวลา 10 ปี วงเงินงบประมาณในการลงทุน 9.5 แสนล้านบาท แบ่งงานออกเป็นปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ปรับคุณภาพน้ำ ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ โดยจะมีหน่วยงานราชการเข้ามาร่วมตามยุทธศาสตร์หลายหน่วย เช่น กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ และการประปานครหลวง ฯลฯ
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้แสดงท่าทีชัดเจนว่า จะไม่ดึงดันผลักดันโครงการที่ยังไม่ได้ศึกษาความเหมาะสมในหลายๆ ด้าน เช่นการทำประชาพิจารณ์ในพื้นที่ การเวนคืนที่ดิน นายกรัฐมนตรีบอกหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า คณะรัฐมนตรีได้หารือถึงแผนบริหารจัดการน้ำทั้งหมด 25 ลุ่มน้ำทั่วประเทศ โดยจะไม่นำเอารูปแบบการบริหารที่แยกออกเป็นโมดูลต่างๆ แบบรัฐบาลชุดก่อนมาดำเนินการต่อ แต่จะพิจารณาว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ จัดทำระบบกักเก็บน้ำฝน โดยในระยะเร่งด่วนได้วางแผนการใช้งบประมาณเอาไว้ 1 แสนล้านบาท ครึ่งหนึ่งมาจากงบประมาณประจำปี 2558 ส่วนที่ยังขาดอยู่นั้น กระทรวงการคลังจะรับผิดชอบพิจารณาว่าจะหามาได้อย่างไร ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบโครงการเรียบร้อยแล้ว
การประกาศแนวทางการจัดการน้ำของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ครั้งนี้ ถึงแม้จะไม่เป็นข่าวครึกโครมหวือหวาเหมือนเมื่อครั้งรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์พยายามผลักดันโครงการ 3.5 แสนล้านบาท ทั้งๆ ที่ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ต้องใช้งบประมาณมากกว่าถึง 6 แสนล้านบาท นั่นก็เป็นเพราะรูปแบบของการจัดทำยุทธศาสตร์ที่กระจายไปหลายหน่วยงาน และไม่ได้มุ่งเน้นการจัดทำโครงการขนาดใหญ่ที่มีความเสี่ยงต่อความคุ้มทุนอย่างเช่นโครงการสร้างทางผันน้ำ หรือฟลัดเวย์ด้านตะวันตก และไม่ทำลายสภาพแวดล้อมหรือวิถีชีวิต ดังที่นายกรัฐมนตรีได้แสดงท่าทีมาก่อนหน้าว่า โครงการใดถูกคัดค้านก็จะไม่ดันทุรัง หรือแม้กระทั่งการปัดฝุ่นโครงการต่างๆ ขึ้นมาใหม่อย่างเช่น แผนงานก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น เขื่อนแม่วงก์ ขณะที่อีกบางโครงการก็ต้องศึกษาให้เสร็จสิ้นเสียก่อนเช่น โครงการยมบน-ล่าง ฯลฯ
กระนั้น หลายรัฐบาลที่ผ่านมา ต้องประสบกับปัญหาแรงต่อต้านจากชุมชน และภาคประชาชนต่างๆ ก็เพราะกระบวนการศึกษาของหน่วยราชการยังขาดการมีส่วนร่วม ซ้ำร้ายบางโครงการยังไม่ยอมรับฟังข้อมูลจากหน่วยงานราชการด้วยกันเอง อย่างเช่น คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฯลฯ อีกด้วย เมื่อรัฐบาลมีนโยบายชัดเจนสำหรับยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำที่แตกต่างไปจากรัฐบาลก่อน สิ่งที่จะต้องดำเนินควบคู่ไปเพื่อให้ทุกโครงการสามารถตอบทุกโจทย์ได้ก็คือ "แนวคิด" ในการบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะต้องยุติการผูกขาดโดยฝ่ายรัฐดังในอดีตที่ผ่านมา เพราะ "ทรัพยากรน้ำ" เป็นของชุมชนและของส่วนรวมทุกคน



