คอลัมนิสต์

คืนความสุขอย่างยั่งยืน

คืนความสุขอย่างยั่งยืน

05 ธ.ค. 2557

คืนความสุขอย่างยั่งยืน : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 5 ธันวาคม 2557

              ย่างเข้าสู่ช่วงเทศกาลแห่งความสุข ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2558 ประชาชนคนไทยทุกภาคส่วนย่อมคาดหวังว่าปีนี้พวกเขาจะได้เฉลิมฉลองกันภายใต้บรรยากาศอันปราศจากความขัดแย้งแบ่งฝ่าย เป็นการส่งท้ายปีที่มีความสุขเปี่ยมล้น หลังจากที่ได้ห่างหายไปแล้วนานแสนนาน เพราะปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองดำรงติดต่อกัน 1 ทศวรรษเต็ม สภาพเศรษฐกิจทรุมโทรมที่รุมเร้ารอบด้าน จนหายใจแทบไม่ทั่วท้อง ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนโดยสำนักโพลล์หลายครั้งหลายหนออกมาตรงกันว่า ประเทศไทยตกอยู่อาการ "เครียด" ด้วยเหตุผลทางการเมือง พ่วงด้วยเศรษฐกิจทั้งสิ้น คำว่า "คืนความสุขให้ประชาชน" และคืนความสงบให้ประเทศไทยจากคำมั่นสัญญาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงเป็นความหวังที่ทุกคนเฝ้ารอคอย

              กระนั้นก็ตาม สำหรับห้วงเวลาคืนสุขในช่วงสั้นๆ ซึ่งรัฐบาลเองก็ย่อมตระหนักดีว่า ถ้าหากได้ใช้เครื่องมือที่มีอยู่ช่วยบรรเทาเบาบางความเครียดของประชาชนจากสารพัดปัญหาได้บ้างย่อมจะไม่ลังเลที่จะลงมือ อย่างเช่น ที่กระทรวงพาณิชย์ขอความร่วมมือผู้ประกอบการทั้งผู้ผลิตและห้างสรรพสินค้าจัดโครงการลดราคาสินค้า เป็นเวลา 7 วัน ตั้งแต่ 24-30 ธันวาคมนี้ ผู้ผลิตยืนยันที่จะลดราคา 20-70% ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นหลากหลายรายการ นอกจากนี้ ยังมีค่ายค้าปลีกเข้าร่วมโครงการ 15 ราย มีสาขารวมทั่วประเทศ 12,763 สาขา ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ยังมีอีกหลายมาตรการที่จะนำมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจในลำดับถัดไป เช่น นาโนไฟแนนซ์ มาตรการทางภาษี ไมโครเครดิต ระดับชุมชน เงินให้เปล่าเพื่อฟื้นฟูอาชีพ ชุมชนละ 1 ล้านบาท ฯลฯ

              แต่ก็ยังมีความเห็นตามมาว่า มาตรการลดแลกแจกแถมช่วงเทศกาลปีใหม่ของรัฐบาล เป็นเพียงการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยระยะสั้นเท่านั้น หากแต่ในระยะยาว รัฐบาลจะต้องมีแผนงานที่มีทิศทางชัดเจนว่าจะสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจได้จริง ขณะเดียวกัน ภาระหนี้สินต่อครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในอัตราที่สูง ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะลดทอนกำลังซื้อ เช่นเดียวกับการส่งออกและภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่จะผลักดันให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีอยู่ในระดับที่ตั้งเป้าไว้ 4-5% ได้หรือไม่ และอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มว่าการปรับขึ้นของสหรัฐจะทำให้เงินไหลออก สุดท้ายที่มีความสำคัญ และภาคธุรกิจมีความเป็นห่วงเป็นใยไม่แพ้กันก็คือ บรรยากาศทางการเมืองในปี 2558 ซึ่งกำลังอยู่ในกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งในต้นปี 2559

              ทุกวันนี้เสียงเพลง "เราจะทำตามสัญญา" ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทของคนไทยทุกคน และแน่นอนว่า คนไทยคนหนึ่งที่ต้องเคร่งเครียดมากกว่าใครย่อมหนีไม่พ้น พล.อ.ประยุทธ์ ผู้ตกปากรับคำเป็นมั่นเหมาะนั่นเอง เมื่อเทศกาลคืนความสุขในระยะสั้นผ่านพ้น จำเป็นอยู่เองที่รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการทุกอย่างเพื่อให้แผนงานคืนความสุขที่ยั่งยืนเกิดขึ้นจริงๆ ซึ่งไม่เพียงแต่ในเรื่องการเมืองที่ว่าด้วยความปรองดองสมานฉันท์ การปฏิรูป รัฐธรรมนูญฉบับใหม่และการเลือกตั้งครั้งหน้าเท่านั้น หากแต่มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจต่างๆ ในระยะยาวที่ควรจะทยอยออกมา ก็เป็นตัวแปรสำคัญที่จะชี้วัดว่า ในอีก 1 ปีข้างหน้านี้ คนไทยจะมีความสุขอย่างยั่งยืนกันจริงหรือไม่