
ของร้อนในห้วงปฏิรูป
ของร้อนในห้วงปฏิรูป : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 3 ธันวาคม 2557
ในบรรยากาศอันจะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทยในหลายๆด้าน การแสวงหาความร่วมมือ ความปรองดองสมานฉันท์จากทุกฝ่ายในสังคมถือว่ามีความจำเป็นยิ่ง โดยเฉพาะในประเด็นที่เคยเป็นข้อขัดแย้งและนำไปสู่การเผชิญหน้า ถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างมาก เพราะถ้าหากไม่สามารถปลดล็อกที่เป็นเงื่อนไขของคู่ขัดแย้งได้แล้ว ยังอาจเป็นการขยายความไม่ลงรอยนั้นซ้ำอีกก็เป็นได้ อย่างเช่นกรณี การนิรโทษกรรมที่นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่ 10 ให้เหตุผลในการหยิบยกเรื่องที่เป็นของแสลงของสังคมไทยขึ้นมาว่า เพื่อให้คนในประเทศเกิดความปรองดองกัน จึงเสนอคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และขอให้คนกลาง เข้ามาดำเนินการ เพราะถ้ารัฐบาลทำเองจะส่งผลให้อีกฝ่ายไม่พอใจได้
บุคคลสำคัญหนึ่ง ที่จะให้คำตอบเกี่ยวกับความเห็นที่กำลังจะแตกออกเป็นสองฝ่ายอีกครั้งหนึ่งก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งเขาได้แสดงท่าทีค่อนข้างชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนิรโทษกรรม นายกรัฐมนตรีบอกว่า "เรื่องการนิรโทษกรรม ต้องว่าตามกฎหมาย ผมขอเอาประเทศชาติเดินหน้าก่อน คนที่ทำความผิดก็ให้ว่ากันตามกฎหมาย...วันนี้กระบวนการยุติธรรมยังมีอยู่ครบ ต้องให้เขาทำงาน" ทั้งนี้ ในทางกลับกัน อาจจะดูเป็นเรื่องแปลกมากทีเดียวหาก พล.อ.ประยุทธ์จะแสดงท่าทีแบบกลับหลังหัน เห็นพ้องในทันทีกับการนิรโทษกรรม เพราะหัวหน้า คสช.ผู้นี้คือหัวเรี่ยวหัวแรงที่เข้ามาถอดชนวนความขัดแย้ง อันมีเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรม "สุดซอย" เป็นฟางเส้นสุดท้าย ยึดอำนาจการปกครอง สร้างรัฏฐาธิปัตย์และนำประเทศมุ่งหน้าสู่การปฏิรูปในทุกๆ ด้านผ่านแม่น้ำทั้ง 5 สายที่ถูกกำหนดบทบาทขึ้นในเวลาต่อมา
แนวทางการนิรโทษกรรมครั้งล่าสุดนี้ ถูกขนานนามว่าเป็น "ฉบับกลางซอย" ซึ่งฟังดูเหมือนจะออกกลางๆ ให้เป็นที่พอใจของทุกฝ่าย และไม่ทำลายหลักนิติธรรมจนเกินไปนัก อย่างเช่น ในร่างกฎหมายฉบับนี้ จะนิรโทษกรรมให้แก่ทุกฝ่ายคือทั้งคู่ขัดแย้ง และกลุ่มผู้ชุมนุม ที่มีคดีอันเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ช่วงปี 2548-2557 ขณะที่ผู้ที่จะไม่ได้รับอานิสงส์จากกฎหมายนี้คือ กลุ่มผู้ถูกดำเนินคดีอาญาหรือทำให้คนบาดเจ็บล้มตาย และคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อันเป็นชนวนของความขัดแย้งครั้งใหญ่ด้วย ซึ่งก็ได้รับเสียงตอบรับจากกลุ่มคนเสื้อแดงที่โยงใยเกี่ยวพันหรือเป็นแนวร่วมทางการเมืองกับพรรคเพื่อไทย ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หนุนหลังอยู่ ขณะที่อีกฟากฝั่งมีทั้งที่ยังสงวนท่าทีด้วยเงื่อนไขให้แยกแยะแบ่งกลุ่มผู้ที่จะได้รับการนิรโทษ กับอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งประกาศตนว่าไม่เห็นด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้จะอยู่ในห้วงเวลาของการปฏิรูปประเทศที่ต้องการความสามัคคีปรองดองของทุกฝ่าย หากแต่บางความเห็น ก็ยังมีจุดยืนทำนองว่ามีความจำเป็นต้อง "ลืม" บางเรื่องอาจต้อง "ก้าวข้าม" ให้ได้ ขณะที่อีกฟากความคิดก็ยังเชื่อมั่นในหลักนิติธรรม โดยเฉพาะความผิดทางอาญาในอีกบางคดีที่ไม่ควรจะได้รับการยกโทษ เช่นนี้แล้ว สังคมจะต้องร่วมกันขบคิดใคร่ครวญให้ตกผลึกเสียทีว่า เราจะหาทางออกจากปมประเด็นเหล่านี้ได้อย่างไร เพื่อให้ชาติบ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ ที่สำคัญก็คือ ถ้าหากเราจะร่วมกันก้าวข้ามบางเรื่องราวในอดีต ก็ต้องชัดเจนว่า จะต้องก้าวข้ามตัวบุคคลที่เป็นปัญหานั้นด้วยใช่หรือไม่ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว คำว่า "นิรโทษกลางซอย" ก็อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย และซ้ำรอยเดิมก็เป็นได้



