
คิดใหม่ทำใหม่จัดการน้ำ
คิดใหม่ทำใหม่จัดการน้ำ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 2 ธันวาคม 2557
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เรื่องการบริหารจัดการน้ำ โดยพยายามอธิบายถึงความจำเป็นในการกักเก็บน้ำฝนเอาไว้ใช้ ตั้งแต่ตอนบน ตอนกลาง และพื้นที่ท้ายน้ำ รวมถึงการระบายน้ำได้อย่างรวดเร็ว ไม่ให้เกิดน้ำท่วม ขณะเดียวกัน เมื่อน้ำมาก็ไม่ใช่ว่าปล่อยไปจนหมด เพราะต้องวางแผนป้องกันน้ำท่วมและภัยแล้งไปพร้อมกัน คำกล่าวนี้ เป็นการวิเคราะห์จากวิกฤติการณ์มหาอุทกภัยเมื่อปลายปี 2554 ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ตามมาคือ การบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาด เพราะภาครัฐให้น้ำหนักการป้องกันน้ำท่วมจนเกินไป กระทั่งเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำตั้งแต่ต้นปี 2556 เป็นต้นมา
เรื่องการบริหารจัดการน้ำที่ดูเหมือนจะกลายเป็นปัญหาโลกแตกของประเทศไทยไปเสียแล้ว เพราะความไม่สมดุลของการบริหารจัดการให้ทรัพยากรมีค่าสำหรับทุกฝ่ายมากที่สุดและป้องกันมหันตภัยจากธรรมชาติได้อย่างดี ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ตั้งโจทย์แก่สังคมเอาไว้ว่า "ถ้าเราแก้ทั้งระบบ เรื่องน้ำเรื่องการโซนนิ่งไปด้วยกันจะแก้ได้ แต่วันนี้บอกว่าไปกำหนดว่า เราจะทำอันไหนก่อน-หลัง ตั้งแต่ต้นน้ำ กักเก็บน้ำ เส้นทางที่จะลำเลียงน้ำ การพร่องน้ำแล้วเก็บไว้ใช้ในฤดูแล้ง" ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีได้แสดงท่าทีถึงการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำด้วยว่า ทำไม่ได้ หากต้องไปทำลายทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม "บอกมาสิว่าจะทำยังไง ทำเขื่อนไม่ได้ จะทำอ่างเก็บน้ำได้ไหม แล้วจะช่วยกันดูแลยังไงในอนาคตระยะยาว"
แน่นอนว่า โจทย์ของนายกรัฐมนตรี ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องวิเคราะห์ลงลึก เพื่อหาทางออกให้การบริหารจัดการน้ำสามารถแก้ปัญหาได้โดยแท้จริง ทั้งปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมในช่วงหน้าฝน ประเด็นที่ควรจะพิจารณาใคร่ครวญแบบคิดใหม่ทำใหม่ก็คือ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีเขื่อนขนาดใหญ่ต่อไปอีกหรือไม่ ทั้งนี้ ถ้าหากสังเกตจากความสามารถในการกักเก็บน้ำเมื่อช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา จะพบตัวเลขที่มีนัยสำคัญคือ เขื่อนที่มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ไม่สามารถเก็บน้ำไว้ได้เต็มศักยภาพ ล่าสุดเขื่อนภูมิพลมีน้ำในอ่าง 6,253 ล้าน ลบ.ม. จากความจุ 13,462 ล้าน ลบ.ม. หรือ 46% ของความจุอ่าง เขื่อนศรีนครินทร์ในภาคตะวันตก ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดด้วยอ่างเก็บน้ำความจุ 17,745 ล้านลบ.ม. มีน้ำอยู่ในอ่าง 13,085 ล้านลบ.ม. หรือ 74% เพราะสำรองน้ำต้นทุนเอาไว้ตั้งแต่ปี 2556 ขณะที่เขื่อนขนาดเล็กอย่างเขื่อนประแสร์ มีความจุอ่าง 248 ล้านลบ.ม. มีน้ำในอ่าง 251 ล้านลบ.ม. หรือ 101% เขื่อนป่าสักฯ มีความจุ 960 ล้านลบ.ม. มีน้ำในอ่าง 906 ล้านลบ.ม. หรือ 94%
สรุปโดยรวมจากตัวเลขข้างต้นก็คือ ถ้าหากมีฝนกระจายทั่วประเทศ เขื่อนขนาดเล็กกลับมีความสามารถในการเก็บได้มากกว่า สอดรับกับแนวคิดของนายกรัฐมนตรี และหลายฝ่ายที่ออกมาสนับสนุนการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กแทนเขื่อน เพราะสามารถกักเก็บน้ำได้ดีกว่า แม้ในปีที่ปริมาณฝนน้อย แต่โจทย์ที่ยากกว่านั้นก็คือ เขื่อนขนาดใหญ่ถูกใช้ไปเพื่อผลิตพลังงานและสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องหาทางออกให้ได้ว่า เขื่อนพลังน้ำขนาดเล็ก การใช้พลังงานทดแทน เช่น ลม แสงอาทิตย์ รวมทั้งผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อยระดับชุมชน จะต้องเร่งดำเนินการให้ใช้สอยได้อย่างคุ้มค่า เพราะไม่เช่นนั้นแล้วประเทศไทยก็จะประสบปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งซ้ำซากโดยที่เขื่อนขนาดใหญ่ก็ใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า วิกฤติแล้งยาวนาน 6 เดือน นับจากนี้ น่าจะเป็นตัวเร่งให้ทุกฝ่ายหันมาเอาจริงเอาจังกับการสร้างระบบกักเก็บน้ำในแนวคิดใหม่ขึ้นมาได้เสียที



