
รับฟังเสียงจากประชาชน
รับฟังเสียงจากประชาชน : บทบรรณาธิการฉบับวันอังคารที่ 1 ธันวาคม 2557
ในระหว่างการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของคณะกรรมาธิการ มีความเคลื่อนไหวที่น่าติดตามและจับตายิ่ง นอกเหนือไปจากการทำงานของคณะกรรมาธิการที่กำลังรับฟังความเห็นจากหลายๆ ฝ่าย คือการนำเสนอประเด็นในรัฐธรรมนูญผ่านสภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป (สชป.) ซึ่งเป็นตัวแทนภาคประชาชนจากเครือข่ายและองค์กรต่างๆ กว่า 30 องค์กร เช่น องค์กรชุมชน ประชาสังคม นักวิชาการ นักธุรกิจ และกลุ่มเกษตรกร ฯลฯ โดย สชป.ได้แสดงจุดยืนเมื่อครั้งเปิดตัวเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาเอาไว้ว่า เพื่อให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นอิสระ การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งเป็นนโยบายพื้นฐานแห่งชาติ กระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น อันถือเป็นกลไกการทำงานคู่ขนานกับรัฐบาล และเพิ่มอำนาจให้แก่ประชาชนอย่างเท่าเทียม
ขณะเดียวกัน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็มีแผนจะลงพื้นที่เพื่อรับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายให้ทั่วทุกภาคของประเทศ พร้อมกับสร้างความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ของประเทศ หน้าที่ในการสร้างความปรองดองและพัฒนาประเทศ เพื่อไปสู่เป้าหมายหลักคือการเลือกตั้ง โดยระหว่างวันที่ 27-29 ธันวาคม จะลงพื้นที่ภาคอีสาน ที่ จ.มุกดาหาร และบึงกาฬ ซึ่งถือว่าเป็นการลงพื้นที่อย่างเป็นทางการครั้งแรก อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์การประท้วง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อครั้งตรวจราชการและให้นโยบายที่ จ.ขอนแก่น ย่อมถือเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนในพื้นที่ต้องการแสดงความเห็นและการแสดงออกในเรื่องที่เป็นปัญหาของแต่ละพื้นที่ ซึ่ง สนช.เองก็อาจจะพบกับการต้อนรับทำนองเดียวกันก็ได้
แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะไม่ใช่ยาวิเศษที่จะใช้แก้ปัญหาที่หมักหมมมานานหลายทศวรรษในชั่วข้ามคืน หากแต่กติกาต่างๆ ที่เขียนขึ้นใหม่ที่เห็นพ้องต้องกันว่า เป็นความต้องการของคนส่วนใหญ่แล้ว ก็จะต้องใช้เวลาในการเยียวยารักษาไปสักระยะหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง สังคม และเศรษฐกิจก็ตามที อย่างกรณี ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และที่พูดถึงกันมากในตอนนี้ก็คือ ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นสมบัติของชาติ กำลังถูกรุมแทะทึ้งจากกลุ่มคนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างที่ปรากฏเป็นข่าวแทบไม่เว้นวัน ยังเป็นปัญหาว่า เป็นฉันทานุมัติของคนส่วนใหญ่หรือไม่ บางกรณีแม้จะมีกติกากำหนดเอาไว้ชัดเจน อย่างเช่นข้อบังคับว่าด้วยการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเอาไว้แน่นหนา แต่เราก็ยังเห็นภาคประชาชนออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านโครงการต่างๆ อย่างเช่น โครงการทางผันน้ำหรือฟลัดเวย์ เขื่อนแก่งเสือเต้น เขื่อนแม่วงก์ การไล่รื้อรีสอร์ทบุกรุกพื้นที่ป่า ฯลฯ
ในห้วงเวลาที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ และ สนช.กำลังเดินหน้าตามโรดแม็พปฏิรูปประเทศมาถึงระยะที่ 2 ก่อนเข้าระยะที่ 3 คือการเลือกตั้งในต้นปี 2559 มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเปิดกว้างรับฟังความเห็นภาคประชาชนอย่างครบถ้วนรอบด้าน ก่อนจัดทำรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นรากฐานในลักษณะที่สามารถใช้บังคับ ให้สามารถดำเนินงานต่อเนื่องได้ และที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ รัฐบาลและ คสช. รวมทั้ง สปช. สนช. กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องจำแนกแยกแยะกลุ่มเคลื่อนไหว เพื่อคัดสรรเอา "สาระ" มาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด ภายใต้แนวทางการเปิดกว้างรับข้อมูลที่เป็นจริงเพื่อให้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่สามารถตอบโจทย์ทุกฝ่ายได้



