คอลัมนิสต์

เสียงจากประชาชน

เสียงจากประชาชน

28 พ.ย. 2557

เสียงจากประชาชน : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 28 พฤศจิกายน 2557

              ในระหว่างการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของคณะกรรมาธิการ มีความเคลื่อนไหวที่น่าติดตามและจับตายิ่ง นอกเหนือไปจากการทำงานของคณะกรรมาธิการที่กำลังรับฟังความเห็นจากหลายๆ ฝ่าย คือการนำเสนอประเด็นในรัฐธรรมนูญผ่านสภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป(สชป.) ซึ่งเป็นตัวแทนภาคประชาชนจากเครือข่ายและองค์กรต่างๆ กว่า 30 องค์กร เช่น องค์กรชุมชน ประชาสังคม นักวิชาการ นักธุรกิจ และกลุ่มเกษตรกร ฯลฯ โดย สชป.ได้แสดงจุดยืนเมื่อครั้งเปิดตัวเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาเอาไว้ว่า เพื่อให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นอิสระ การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งเป็นนโยบายพื้นฐานแห่งชาติ กระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น อันถือเป็นกลไกการทำงานคู่ขนานกับรัฐบาล และเพิ่มอำนาจให้แก่ประชาชนอย่างเท่าเทียม

              ความเคลื่อนไหวของภาคประชาชนดังกล่าวมานี้ ยังเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งซึ่งดูเหมือนว่าจะดำเนินคู่ขนานอยู่รอบนอกของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ และสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ซึ่งที่ผ่านมาสร้างความหงุดหงิดไม่สบายใจให้แก่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)และรัฐบาลอยู่ไม่น้อย คือการทำกิจกรรมของนักศึกษาบางกลุ่มที่ต้องการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของการต่อต้านรัฐประหารเรียกร้องประชาธิปไตยในรูปแบบต่างๆ นานา ซึ่งถ้าหากจะพิจารณากันอย่างถ่องแท้ก็จะพบว่า กลุ่มเคลื่อนไหวเหล่านี้ เป็นกลุ่มเดิมๆ หรือขาประจำที่คสช. รัฐบาล พึงต้องแยกแยะให้ออกว่า นี่คือ "สีสัน" รูปแบบหนึ่งในสถานการณ์ไม่ปกติที่บ้านเมืองถูกบริหารโดยอำนาจพิเศษ อันย่อมจะขัดกับหลักการในตำราวิชาการหรืออุดมคติการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับการเคลื่อนไหวในเชิงเนื้อหาสาระของ สชป. ที่ปรารถนาจะเห็นกฎหมายของชาติบ้านเมืองอำนวยประโยชน์ต่อคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

              แน่นอนว่า รัฐธรรมนูญไม่ใช่ยาวิเศษ หรือแก้วสารพัดนึกที่จะใช้แก้ปัญหาที่หมักหมมมานานหลายทศวรรษราวเนรมิตให้ได้ในชั่วข้ามคืน หากแต่กติกาต่างๆ ที่เขียนขึ้นใหม่ที่เห็นพ้องต้องกันว่า เป็นความต้องการของคนส่วนใหญ่แล้ว ก็จะต้องใช้เวลาในการเยียวยารักษาไปสักระยะหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง สังคม และเศรษฐกิจก็ตามที อย่างกรณี ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และที่พูดถึงกันมากในตอนนี้ก็คือ ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นสมบัติของชาติ กำลังถูกรุมแทะทึ้งจากกลุ่มคนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง การบริหารจัดการทรัพยากรยังเป็นปัญหาว่า เป็นฉันทานุมัติของคนส่วนใหญ่หรือไม่ บางกรณีแม้จะมีกติกากำหนดเอาไว้ชัดเจน อย่างเช่นข้อบังคับว่าด้วยการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเอาไว้แน่นหนา แต่เราก็ยังเห็นภาคประชาชนออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านโครงการต่างๆ อย่างเช่น โครงการทางผันน้ำหรือฟลัดเวย์ เขื่อนแก่งเสือเต้น เขื่อนแม่วงก์ การไล่รื้อรีสอร์ทบุกรุกพื้นที่ป่า ฯลฯ

              ในห้วงเวลาที่สภาปฏิรูปแห่งชาติกำลังเดินหน้าตามโรดแม็พปฏิรูปประเทศ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเปิดกว้างรับฟังความเห็นภาคประชาชนอย่างครบถ้วนรอบด้านก่อนจัดทำรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นรากฐานในลักษณะที่สามารถใช้บังคับ ให้สามารถดำเนินงานต่อเนื่องได้ และที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ รัฐบาลและคสช.จะต้องจำแนกแยกแยะกลุ่มเคลื่อนไหว ระหว่าง "สาระ" กับ "สีสัน" ออกจากกันให้ได้มากที่สุด เพื่อเปิดกว้างรับข้อมูลที่เป็นจริงเพื่อให้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่สามารถตอบโจทย์ทุกฝ่ายได้