คอลัมนิสต์

เข้มจัดระเบียบรุกป่า-ทรัพยากร

เข้มจัดระเบียบรุกป่า-ทรัพยากร

27 พ.ย. 2557

เข้มจัดระเบียบรุกป่า-ทรัพยากร : บทบรรณาธิการประจำวันที่27พ.ย.2557

             มาตรการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ และรัฐบาล เข้ามาจัดระเบียบสังคม โดยเฉพาะในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติถือเป็นสิ่งที่ดีและเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากทรัพยากรของชาติเป็นของคนไทยทุกคน แต่ที่ผ่านมามีการปล่อยปละละเลย มีการใช้อิทธิพลการเมืองและกลุ่มมาเฟียเข้าไปยึดครองทรัพยากรทางธรรมชาติในหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศแสวงหากำไรอย่างเอารัดเอาเปรียบสังคมและคนในชาติ ที่เห็นได้ชัดประการหนึ่งคือ การเข้าไปจับจองพื้นที่ชายหาดตั้งร้านกางร่มปิดทางบริเวณชายหาด จนประชาชนที่ไปท่องเที่ยวไม่สามารถใช้พื้นที่สาธารณะเหล่านั้นได้เลย ต้องเสียเงินค่าร่มค่าเก้าอี้ผ้าใบหรือต้องซื้ออาหารจากร้านริมหาดเหมือนจ่ายค่าพื้นที่ และเป็นมานานหลายสิบปี เมื่อมีการจัดระเบียบเกิดขึ้น จึงตรงใจคนส่วนใหญ่เป็นอย่างมาก

             เป็นที่ทราบกันดีว่า ชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปคงไม่สามารถเข้าไปยึดพื้นที่สาธารณะเหล่านั้นทำมาหากินได้ ยกเว้นแต่จะมีกลุ่มมาเฟียหรือกลุ่มอิทธิพลการเมืองท้องถิ่นหนุนหลังเท่านั้น เช่นเดียวกับร้านค้าริมทางถนนในเมืองกรุงเทพฯ ที่ตั้งกีดขวางจนชาวบ้านต้องลงไปเดินบนผิวจราจรและเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การจราจรติดขัดไปหมด เมื่อจัดระเบียบในช่วงเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลเฉพาะกิจก็ควรดำเนินการให้เป็นรูปธรรมแบบยั่งยืน มีการวางมาตรการออกระเบียบและปรับปรุงกฎหมายให้รัดกุม รวมทั้งผู้รักษากฎหมายก็ต้องเคร่งครัดใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมเป็นธรรม ไม่ใช่พอเวลาผ่านไปสิ่งเหล่านี้ก็กลับคืนมาเหมือนเดิม เท่ากับการลงแรงจัดระเบียบเป็นการเสียเปล่า "เสียของ" และจะโดนเพ่งเล็งด้วยว่า เป็นการเปลี่ยนกลุ่มผลประโยชน์เข้ามาหากิน

             ในกรณีการรุกป่าสร้างรีสอร์ทก็เช่นกัน มีการรุกที่ดินป่าสงวนทำเป็นสถานที่พักเก็บเกี่ยวประโยชน์กับทรัพยากรธรรมชาติที่มีการปล่อยละเว้นกันมาตลอด พอมาถึงยุคนี้เริ่มดำเนินการเอาผืนป่าคืนก็ถูกจับตาเช่นกัน เพราะบรรดาผู้เป็นเจ้าของกิจการรีสอร์ทต่างก็เป็นผู้มีอันจะกิน และมักเป็นผู้มีอิทธิพลทั้งการเงินการเมือง โดยช่วงนี้บริเวณอุทยานแห่งชาติทับลาน ในพื้นที่รอยต่อ 2 จังหวัด คือ ปราจีนบุรี และนครราชสีมา ในพื้นที่ ต.ไทยสามัคคี และต.น้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เริ่มปักป้ายออกคำสั่งรื้อถอนรีสอร์ทบ้านพักตากอากาศจำนวน 36 ราย ที่บุกรุกอุทยานแห่งชาติ จากผลสำรวจพบทั้งหมด 291 ราย ในฝั่งของพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว ที่ยังไม่มีผู้ใดมาแสดงตัวเป็นเจ้าของ แต่มี 6 แห่งที่ถูกมวลชนเข้ามาขัดขวาง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องจัดการตามกฎหมายไป

             พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ มาตรา 22 บัญญัติว่า กรณีที่มีการฝ่าฝืนเป็นเหตุให้มีสิ่งปลูกสร้างขึ้นใหม่หรือมีสิ่งอื่นใดในอุทยานแห่งชาติ ผิดไปจากสภาพเดิม ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ผู้กระทำความผิดทำลายหรือรื้อถอนออกไปให้พ้นอุทยานแห่งชาติหรือทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ซึ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่ดำเนินการได้ แต่ก็อยู่ที่ว่าจะทำจริงจังและไม่มีการซ่อนเร้นแค่ไหน เพราะไม่เพียงแต่อุทยานในเขตเขาใหญ่หรือเทือกเขาเท่านั้น แม้แต่เขตอุทยานตามแหล่งสวยงามตามเกาะหรือพื้นที่ชายทะเลก็ยังคาราคาซังจัดการกันไม่เสร็จไม่จบ จนสังคมจับตาว่า มีการอุ้มช่วยเหลือกันหรือไม่ โดยเฉพาะรายใหญ่มีอิทธิพลมากที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง และเกรงว่าจะเปิดช่องช่วงจัดระเบียบปรับปรุงกฎหมายต่างๆ ให้มีการฟอกตัวจนหลุดพ้นข้อหาครอบครองทรัพยากรชาติอย่างลอยนวล