คอลัมนิสต์

สหรัฐกับอิหร่าน

สหรัฐกับอิหร่าน

08 ก.ค. 2552

อิหร่านเป็นเรื่องที่อิหลักอิเหลื่อของรัฐบาลสหรัฐ มาเป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษ จำเดิมตั้งแต่อังกฤษเข้าครอบครองดินแดนอิหร่านในปี 1921 และสนับสนุนให้นายทหารที่ชื่อ เรซา ข่าน ปฏิวัติล้มอำนาจราชวงศ์กาจาร์ แล้วสถาปนาราชวงศ์ปาเลวี ขึ้นปกครองประเทศ จนเกิดการเปลี่ยน

ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ได้เข้ายึดกิจการบริษัทน้ำมันต่างชาติในอิหร่าน อังกฤษก็แก้เผ็ดด้วยการส่งเรือรบมาปิดท่าเรือต่างๆ เพื่อมิให้อิหร่านส่งน้ำมันดิบไปจำหน่ายต่างประเทศได้ และร่วมกับสหรัฐในการโค่นล้ม มอสซาเดห์ และผลักดันให้ชาห์ปาเลวีซึ่งลี้ภัยไปอยู่อิตาลีกลับคืนสู่ราชบัลลังก์เป็นผลสำเร็จ ทำให้อิหร่านเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก นำความมั่งคั่งมาสู่ชาห์ปาเลวีอย่างมหาศาล

 แต่พระองค์กลับใช้เงินส่วนใหญ่ไปในการสะสมอาวุธสงคราม และความฟุ่มเฟือยส่วนตัว เพื่อแสดงความเป็นจักรพรรดิเฉกเช่นในสมัยจักรวรรดิเปอร์เซียเรืองอำนาจ ขณะที่ประชาชนมีความเป็นอยู่ตามมีตามเกิด และถูกลิดรอนเสรีภาพ จนต้องหันไปหาผู้นำทางศาสนาคือ อยาตอลลาห์ โคเมนี ทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างอำนาจรัฐกับศาสนจักร เป็นเหตุให้ โคเมนี ต้องหลบหนีไปอยู่อิรักและฝรั่งเศส ก่อนเกิดการปฏิวัติอิสลามโค่นล้มราชวงศ์ปาเลวี และสถาปนารัฐอิสลามอิหร่านขึ้น เมื่อปี 1979 และอิหร่านกับสหรัฐ ก็กลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตั้งแต่นั้น แม้ว่าในช่วงปี 1988 รัฐบาลสหรัฐ สมัยประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน จะเคยตีสองหน้าด้วยการลักลอบขายอาวุธให้อิหร่าน เพื่อนำเงินที่ได้ไปช่วยเหลือกลุ่มกบฏคอนทรา ในนิการากัว อันเป็นการฝ่าฝืนรัฐบัญญัติของรัฐสภา จนเกิดกรณี อิหร่าน เกท ขึ้นก็ตาม

 ปัญหาสำคัญของอิหร่านที่ค้างคาใจสหรัฐอยู่ ก็คือเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว อิหร่านได้เริ่มโครงการนี้มาตั้งแต่สมัยชาห์ปาเลวี ด้วยความร่วมมือของเยอรมันตะวันตก แต่เมื่อเกิดการปฏิวัติอิสลาม ประเทศตะวันตกต่างๆ ก็ไม่ยอมถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านนี้ให้อิหร่าน เพราะไม่ไว้ใจในความเป็นศาสนนิยมอย่างสุดขั้ว แต่อิหร่านก็ลอบทำการวิจัยและทดลองโครงการนิวเคลียร์มาโดยตลอด จนสหรัฐมาตรวจพบในปี 2002 ว่าอิหร่านพยายามแปรและสกัดแร่ยูเรเนียม รวมทั้งมีการซื้อเครื่องมือสำหรับสกัดแร่ยูเรเนียมจากต่างประเทศ อันขัดกับสนธิสัญญาห้ามแพร่กระจายนิวเคลียร์ ซึ่งอิหร่านเป็นภาคีสมาชิกอยู่ จึงแจ้งให้องค์การพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ (ไอเออีเอ) ตรวจสอบ แต่ก็ไม่พบความผิดปกติ และอิหร่านก็อ้างว่าโครงการนิวเคลียร์ของตนเป็นไปเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าเท่านั้น

 แต่สหรัฐและชาติตะวันตกก็เห็นว่าข้อแก้ตัวของอิหร่านฟังไม่ขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ ดร.อับดุล กาดีร์ ข่าน ผู้มีฉายาว่า “บิดาแห่งหัวรบนิวเคลียร์ของปากีสถาน” ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของปากีสถานมาตั้งแต่สมัย ประธานาธิบดีอาลี บุตโต หรือก่อนปี 1977 ได้สารภาพว่า ประธานาธิบดีบุตโตได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากอิหร่านและลิเบียในการพัฒนานิวเคลียร์ของปากีสถาน และ ดร.ข่าน ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีและข้อมูลด้านนิวเคลียร์แก่อิหร่าน ลิเบีย รวมทั้งเกาหลีเหนือ มาเป็นเวลานานจนถึงกลางทศวรรษ 1990

 ในปี 2006 ปัญหานิวเคลียร์ของอิหร่านได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับรัสเซีย เมื่อทางการสหรัฐคว่ำบาตรบริษัทเอกชนต่างชาติ 7 บริษัท โดยกล่าวหาว่าบริษัทเหล่านั้น ซึ่งมีบริษัทของรัสเซียรวมอยู่ด้วย 2 บริษัท ได้ขนส่งอุปกรณ์บางอย่างซึ่งอาจใช้ในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ไปให้อิหร่าน โดยก่อนหน้านั้น รัสเซียก็ได้ขายขีปนาวุธที่ยิงจากพื้นดินสู่อากาศให้อิหร่านไป 30 เครื่อง เป็นมูลค่า 700 ล้านดอลลาร์

 ในส่วนของอิหร่านเอง เมื่อประธานาธิบดี มาห์มูด อาห์มาดิเนจาด ซึ่งมีหัวชาตินิยมสุดขั้วและศาสนนิยมสุดขีดขึ้นมามีอำนาจ ในปี 2005 เขาก็สร้างกระแสชาตินิยมด้วยการดำเนินนโยบายเผชิญหน้ากับสหรัฐ และตะวันตก และประกาศว่าอิหร่านมีสิทธิในการพัฒนานิวเคลียร์พร้อมกับเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์ของตน โดยไม่ยี่หระต่อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ขณะที่สหรัฐในสมัยของประธานาธิบดีบุชก็เสริมกำลังกองเรือเข้าไปในอ่าวโอมานอย่างพร้อมที่จะปฏิบัติการในอ่าวเปอร์เซียได้ทันที

 แต่อาวุธสำคัญของอิหร่านไม่น่าจะเป็นนิวเคลียร์หรือการใช้กำลังเข้าต่อกรกับสหรัฐ หากความขัดแย้งดำเนินไปถึงขั้นที่ไม่มีทางออกทางอื่น หากแต่เป็นน้ำมันซึ่งอิหร่านยังครองตำแหน่งผู้ส่งออกรายใหญ่ และสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรองกับประชาคมโลกอย่างได้ผลเสมอมา