คอลัมนิสต์

อย่างนี้...มันต้องขัง

อย่างนี้...มันต้องขัง

08 ก.ค. 2552

"ผมว้าเหว่ เหมือนเขาเอาเรามาทิ้ง" เด็กหนุ่มพูดระบายความรู้สึก พวกเขาเป็นสมาชิกกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาร่วมกิจกรรมกับเยาวชนอีก 2 กลุ่ม โดยมีเป้าหมายเพื่อเตรียมการประชุมระดับชาติ

ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอาจเกิดจากการเปรียบเทียบสิ่งที่ตนเองได้รับที่แตกต่างจากเด็กกลุ่มอื่น การตั้งคำถามว่า...ทำไมพี่เลี้ยงเยาวชนกลุ่มอื่นเขาจึงเข้าร่วมกิจกรรม คอยดูแล ให้คำปรึกษาอยู่เคียงข้าง... แต่พวกเขากลับถูกเอามาปล่อยทิ้งไว้ หรือเป็นเพราะเยาวชนอีกสองกลุ่มนั้น ไม่ใช่เยาวชนที่เคยกระทำผิด พวกเขาเหล่านั้นจึงได้รับการดูแล ให้เกียรติในฐานะกลุ่มเยาวชนคนสำคัญที่จะมาร่วมคิด วางแผนทำงานระดับชาติ

แต่สำหรับพวกเขานั้นเป็นกลุ่มเยาวชนที่เคยกระทำผิดและถูกตำรวจจับกุม ความโชคดีอยู่ตรงที่ ในห้วงเวลาที่พวกเขาถูกจับนั้นผู้กำกับสถานีตำรวจแห่งนั้นได้คิดโครงการพัฒนาเยาวชนที่กระทำผิดกฎหมายให้เกิดกระบวนการพัฒนาปรับปรุงตนเองผ่านการฝึกอบรมและทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พวกเขาพ้นสภาพจากกลุ่มเยาวชนที่ดูไร้ค่า สร้างความเดือดร้อนให้สังคม กลายเป็นกลุ่มเยาวชนอาสาช่วยตำรวจทำงานป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดในกลุ่มเยาวชน

สังคมให้ความสนใจวิธีคิดและวิธีการดีๆ ของบุคลากรกลุ่มหนึ่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องแต่มีสถานะเป็นคนนอกวงการตำรวจได้แต่แอบหวังว่า โครงการดีๆ ที่เปิดพื้นที่ให้แก่เยาวชนที่กระทำผิดพลาดได้มีโอกาสกลับมาใช้ศักยภาพที่ตนเองมี พัฒนาตนเองและหยุดทำร้ายสังคมจะสามารถทำกิจกรรมในโครงการได้อย่างต่อเนื่อง ยั่งยืน

แต่เมื่อถึงวาระโยกย้าย...ผู้กำกับถูกย้ายไปปฏิบัติงานอีกจังหวัดหนึ่ง หากแต่กลุ่มเยาวชนอาสายังคงอยู่ที่เดิม ความเปลี่ยนแปลงเริ่มเกิดขึ้นกับโครงการดีๆ แต่ผู้ที่กระทำโครงการต่อมิได้มีความรู้สึกว่าพวกเขาคือเจ้าของโครงการ “ทุกครั้งที่ผ่านมา พวกผมไม่เคยรู้สึกว่าถูกทิ้ง ผู้กำกับจะอยู่กับพวกผมตลอด...ไม่เหมือนครั้งนี้"

การที่ผู้คิดริเริ่มโครงการโยกย้ายไปปฏิบัติงานที่อื่นแล้วทำให้โครงการต้องล้มพับไป ไม่ได้รับความสนใจ ไม่มีใครให้ความสำคัญ ไม่สานงานต่อหรือพัฒนาให้ดีขึ้นนั้นมิใช่เกิดขึ้นเฉพาะในองค์กรสำนักงานตำรวจแห่งชาติเท่านั้น หากแต่เกิดขึ้นกับทุกองค์กรในสังคมไทย รวมถึงระดับนโยบายรัฐบาลด้วย "น้อง...พี่ฝากดูด้วยนะ พี่จะไปเที่ยว" นายตำรวจกล่าวแก่เจ้าหน้าที่ประสานงานจัดประชุมในวันนั้น เงินค่าน้ำมันกับการใช้รถราชการเพื่อพากลุ่มเยาวชนมาร่วมประชุมที่ขอเบิกไปจากหน่วยงานอีกหน่วยหนึ่งนั้นถูกผูกโยงเชื่อมกับการพาครอบครัวไปเที่ยว

ราว 3 ทุ่ม นายตำรวจกลับมาอีกครั้ง เพื่อถ่ายรูปการทำกิจกรรมของเยาวชน และขอข้อมูลพร้อมภาพเพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่ประสานงานเตรียมนำไปเสนอนาย พวกเขาทำ ราวกับว่าการละทิ้งหน้าที่ในครั้งนี้มิใช่เรื่องแปลก หรือน่าละอายแต่ประการใด พวกเขาลืมแม้กระทั่งการคิดว่า ตนเองกำลังเป็นแบบอย่างของเยาวชนที่อยู่ระหว่างการฝึกฝน พัฒนา ในวันสุดท้ายของการทำกิจกรรม เสียงตอบผ่านสายโทรศัพท์เมื่อทีมประชุมโทรศัพท์ตามตัว ”พี่อยู่...” เขากำลังพักผ่อนอยู่ต่างจังหวัด มิใช่อยู่ในจังหวัดพื้นที่ทำกิจกรรมตามที่ผู้บังคับบัญชาได้มอบหมาย

...เอาครอบครัวไปด้วยอย่างนี้แน่แล้ว ...อย่างนี้มันต้องขัง ผู้กำกับซึ่งโทรศัพท์มาติดตามงานพูดด้วยน้ำเสียงเข้ม จริงจังหลังจากที่ได้รับทราบพฤติกรรมการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชา

 ปนัดดา ชำนาญสุข
[email protected]