
จีนรุกหนักกรอบความมั่นคงใหม่
จีนรุกหนักกรอบความมั่นคงใหม่ : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร
กรุงปักกิ่ง-รัฐบาลจีนของประธานาธิบดีสี จิ้นผิ้ง ไม่ได้รอช้าเลย พยายามผลักดันความริเริ่มในทุกๆ มิติ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ในขณะที่คู่แข่งอย่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปกำลังเผชิญกับปัญหาภายใน เปิดโอกาสให้จีนแสดงความเป็นผู้นำได้เต็มที่
ผู้เขียนเพิ่งเดินทางกลับจากกรุงปักกิ่ง หลังเข้าร่วมประชุม "เซียงซาน ฟอรั่ม" ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มันเป็นเวทีระดับนานาชาติที่เปิดโอกาสให้ตัวแทนรัฐบาลและผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเมืองระหว่างประเทศและความมั่นคงมาพบกันและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเปิดเผย และสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศและหมู่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านความมั่นคงและการทูต ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างความเชื่อมั่นอีกด้านหนึ่ง
ฟอรั่มนี้เริ่มต้นปี 2006 ในตอนนั้นจีนยังไม่ได้เป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับสอง ตัวแทนมาร่วมงานจึงอยู่ในระดับไม่ค่อยสูงเท่าไร หลังจากจีนได้กลายเป็นยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจแล้ว ประเทศต่างๆ เริ่มเข้าหาจีนและพยายามเข้าใจความคิดของจีนในกรอบความมั่นคงต่างๆ เวทีนี้จึงมีความหมายขึ้นมาทันที ในอนาคตอาจจะบดบังเวทีความมั่นคงแชงกรี-ลาที่สิงคโปร์ก็ได้
ก่อนหน้านี้ ในปลายปี 2011 สหรัฐอเริกาได้มีนโยบายมุ่งเข็มทิศมาที่เอเชียจนกลายเป็นข่าวฟาดหัวทั่วโลกแทบทุกวันว่า สหรัฐอเมริกากำลังกลับมาสู่ภูมิภาคนี้อีกครั้งหนึ่ง ท่าทีใหม่นี้ทำให้จีนต้องออกมาตอบโต้แบบมีระบบ ในช่วงเกือบสิบปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนพยายามริเริ่มกรอบความมั่นคงใหม่ๆ และได้ทดสอบความยอมรับกับประเทศเอเชียเป็นระยะ
หลักการทั่วๆ ไปในแนวความคิดกรอบความมั่นคงของจีนคือ ประเทศเอเชียต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในเอเชี่ยนด้วยกัน อย่าให้ประเทศนอกภูมิภาคเข้ามาแทรกแซงเป็นอันขาด (ประเด็นนี้ชัดเจนมาก จีนต้องการพุ่งเป้าไปที่สหรัฐอเมริกาที่เข้ามายุ่งในข้อพิพาททะเลจีนใต้)
นอกจากนั้น จีนยังให้ความสำคัญถึงความมีส่วนร่วมของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคในการสร้างกรอบความร่วมมือความมั่นคงและยุทธศาสตร์ เพราะเห็นถึงความสำคัญของกรอบความมั่นคงร่วมกัน (collective security) ลึกๆ จีนไม่ต้องการเห็นระบบความร่วมมือแบบพันธมิตรทางทหารที่สหรัฐอเมริกาได้ใช้ประโยชน์มากว่า 60 ปี ในการต่อต้านระบบคอมมิวนิสต์ ส่วนจีนเห็นว่าสงครามเย็นได้สิ้นสุดแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องมีพันธมิตรแบบในอดีต ควรหันมาเน้นความร่วมมือแบบพหุภาคีความมั่นคงร่วมกัน
จีนเสนอว่า ทุกประเทศต้องมีสิทธิ์มีเสียงเท่ากันในการสร้างสถาปัตยกรรมความมั่นคงใหม่ ประเด็นนี้น่าสนใจ เพราะสหรัฐอเมริกายังถือตัวเองเป็นเสาหลักของความมั่นคงในเอเชีย-แปซิฟิกอย่างไม่เปลี่ยนแปลง ความคิดเห็นนี้ยังเป็นที่ยอมรับในหมู่ประเทศอาเซียน ซึ่งเคยชินกับการคุ้มครองทางด้านความมั่นคงจากสหรัฐอเมริกา
จึงไม่แปลกที่เวทีประชุมเซียงซาน ฟอรั่ม จึงมีการนำเสนอกรอบความคิดความมั่นคงจีนใหม่ๆ ต้องยอมรับว่าต้องใช้เวลาอีกนานมาก ก่อนจะมีการยอมรับจากนานาประเทศ ฝ่ายจีนต้องมีการอธิบายถึงกรอบความมั่นคงต่างๆ เหล่านี้ดีกว่านี้
สองปีก่อนจีนได้เสนอร่างสนธิสัญญาว่าด้วยความเป็นเพื่อนบ้านและความร่วมมือที่ดี (Treaty of Good Neighborliness and Friendly Cooperation) ให้อาเซียนร่วมเซ็น แต่อาเซียนยังไม่ได้แสดงจุดยืนออกมาชัดเจน สงวนท่าทีไว้ก่อน เพียงแต่บอกว่า จะรับไว้พิจารณาเท่านั้น ตอนนี้อาเซียนต้องการศึกษาท่าทีของจีนต่อการเจรจาข้อปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (code conducts in South China Sea) ว่าเป็นอย่างไร จะสำเร็จลุล่วงโดยเร็วอย่างที่ตั้งใจไว้หรือไม่
ในกรณีอาเซียนสรุปว่าจีนมีความจริงใจในการจัดการความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ และยอมรับแนวทางของอาเซียน ระดับการตอบรับข้อเสนอจีนของอาเซียนจะดีขึ้นทันที ส่วนไทยเรามีแนวโน้มสนับสนุนจีนมากกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ถือว่าจีนเป็นเพื่อนบ้านยักษ์ใหญ่ ถึงแม้ว่าจะไม่มีชายแดนติดต่อกันก็ตาม ในอนาคตการมีเครือข่ายคมนาคมทางรถไฟความเร็วสูงจะทำให้การติดต่อและการไปมาหาสู่กันระหว่างไทยกับจีนและประเทศอื่นๆ ในแผ่นดินใหญ่ในเอเชียอาคเนย์สะดวกมากขึ้น
จีนเข้าใจดีถึงความสำคัญของอาเซียนต่อความยิ่งใหญ่และอยู่รอดของจีน รวมทั้งการส่งเสริมบทบาทจีนในเวทีการเมืองโลก ถ้าจีนไม่สามารถชนะใจอาเซียนได้แบบหมดจรด ความทะเยอะทะยานในการเมืองระหว่างประเทศของจีนจะไม่สัมฤทธิผลเต็มร้อยแน่นอน
นี่คือบันไดขั้นแรก จีนต้องวางรากฐานให้ได้ ในการไปสู่โลกกว้างที่ยังต้องทำความเข้าใจถึงธาตุแท้ของจีน



