
อำนาจไม่เคยสร้างความปรองดอง
อำนาจไม่เคยสร้างความปรองดอง : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา
ผลจากการปล่อยให้นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่นไปแสดงสัญลักษณ์ไม่เอารัฐประหารต่อหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อวันก่อน ส่งผลให้มีคำสั่งโยกย้ายนายตำรวจจังหวัดขอนแก่นถึง 5 นาย
พ.ต.อ.สุภากร คำสิงห์นอก รอง ผบก.ภ.จ.ขอนแก่น พ.ต.อ.พงศ์ฤทธิ์ คงศิริสมบัติ ผกก.สส.ภ.จ.ขอนแก่น พ.ต.ท.อนุศักดิ์ ศักดาวัชรานนท์ รอง ผกก ป.สภ.เมืองขอนแก่น พ.ต.ต.จีรัฐติกุล จรัสกมลพงษ์ สวป.เมืองขอนแก่น และ พ.ต.ต.ชาติชาย ทิมินกุล สว.สส.เมืองขอนแก่น
ทั้งหมดถูกสั่งให้ไปประจำศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธร ภาค 4
ถึงแม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะได้แสดงท่าทีชัดเจนแล้วว่าจะไม่เอาความกับนักศึกษาที่ออกมาทั้งหมด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น หัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงจะวางเฉยไม่ได้ เพราะนี่อาจเรียกได้ว่า เป็นความล้มเหลวของมาตรการรักษาความปลอดภัย
จุดใหญ่ใจความในเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องของ "แรงต้าน" ที่ดูเผินๆ แล้วน่าจะเป็นเรื่องปกติ ที่ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนในโลก ก็มักจะมีแรงต้านเกิดขึ้นอยู่แล้ว เพียงแต่รัฐบาลนี้มาจากการทำรัฐประหารเท่านั้น
หากแยกแยะกลุ่มมวลชนที่ต่อต้านรัฐบาลก็มีเพียงไม่กี่กลุ่ม ที่เห็นๆ ก็คือ กลุ่มนักศึกษา เอ็นจีโอ ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย กลุ่มคนเสื้อแดง
ในส่วนของพรรคเพื่อไทยนั้น ดูเหมือนรอสัญญาณบางอย่ามากกว่า ซึ่งที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ส่งสัญญาณชัดเจนแล้วว่า จะรอให้ถึงวันเลือกตั้ง เพราะมั่นใจว่า ถึงอย่างไร พรรคเพื่อไทยก็จะต้องได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานด้านความมั่นคงประเมินว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้นยังมีปัจจัยเรื่องการถอดถอนนักการเมืองเป็นตัวชี้วัดอีกด้วย
เพราะนักการเมืองหลายคนมองว่า หากมีการถอดถอนก็ถือเป็นการกลั่นแกล้ง เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ไม่ได้มีบทบัญญัติเอาไว้ แต่มีในรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว
แต่หากไม่มีการถอดถอน ก็เสี่ยงที่จะเจอกับมวลชนอีกฟากที่เคยออกมาชุมนุมก่อนหน้านี้ ออกมาแสดงความไม่พอใจแน่
เรียกได้ว่า ทั้งขึ้นทั้งล่อง !
ถึงแม้รัฐบาลจะมีกฎอัยการศึกอยู่เป็นหลักประกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นเกราะป้องกันได้ถาวร หากมีปัจจัยอย่างที่ว่านั้นเกิดขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาที่ไม่ได้มีผลประโยชน์อยู่เบื้องหลังที่จะออกมาแสดงสัญลักษณ์ต่อต้านตามความเชื่อของตน
ถึงแม้รัฐบาลที่มาจากอำนาจ และใช้อำนาจได้อย่างเต็มที่ แต่ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ตระหนักดีถึงผลจากการใช้อำนาจ จึงได้ใช้ในวงจำกัดและเท่าที่จำเป็น
ระยะสั้นการออกมาเคลื่อนไหวคงจะมีเป็นระลอกๆ ส่วนระยะยาวนั้น น่าจะเป็นช่วงที่ได้เห็นหน้าค่าตาของรัฐธรรมนูญใหม่ที่ทั้งรัฐบาลทั้ง คสช.หมายมั่นว่าจะทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้า ประชาชนมีความปรองดอง นักการเมืองมีความรับผิดชอบ และมีอิสรเสรี ไม่ใช่เป็นทาสของนายทุนพรรค มีกลไกปราบคอร์รัปชั่นที่อิสระ เข้มแข็ง
ที่สำคัญการสืบทอดอำนาจจะต้องไม่เกิดขึ้นในลักษณะที่ท้าทายความรู้สึกของประชาชน
เพราะฉะนั้น หากมองว่าการต่อต้าน หรือแสดงความเห็นที่แตกต่างเป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว และหาวิธีที่จะอยู่ร่วมกันจึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าการใช้อำนาจเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นการจัดการกับผู้ที่รับผิดชอบงาน หรือกับผู้ที่ออกมาต่อต้าน
เพราะไม่รู้ว่าต้องใช้อำนาจมากเท่าใดถึงจะจัดการกับแรงต้านเหล่านั้น
ที่สำคัญเมื่อมุ่งมั่นที่จะสร้างชาติ สร้างความปรองดอง ก็ย่อมต้องรู้ว่า "อำนาจ" ไม่เคยสร้างสิ่งเหล่านั้นได้เลย



