คอลัมนิสต์

เหตุแห่งภาวะตีบตันของสายน้ำปฏิรูปประเทศ

เหตุแห่งภาวะตีบตันของสายน้ำปฏิรูปประเทศ

24 พ.ย. 2557

เหตุแห่งภาวะตีบตัน ของสายน้ำปฏิรูปประเทศ : ขยายปมร้อน โดยขนิษฐา เทพจร

                 แม้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” จะพูดทีเล่นเพื่อกระชับความใกล้ชิดกับขุนพลแม่น้ำ 5 สายในการพบปะครั้งแรกที่เรือนรับรองเกษะโกมล เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยคำพูดที่ว่า
 
                 “ผมเดินทางไปต่างประเทศมา เห็นวิสัยทัศน์และแนวนโยบายพัฒนาของต่างประเทศที่มุ่งสู่ความเป็นภูมิภาค เขาคิดไปไกลถึง (ค.ศ.) 2035-2045 กันแล้ว แต่ของไทยยังวนอยู่แต่ (พ.ศ.) 2475 อยู่เลย ดังนั้น การปฏิรูปประเทศไทย ที่มีกรอบเวลา 1 ปี ผมจึงคาดหวังที่จะพัฒนาและยกระดับประเทศ”
 
                 คำพูดเพียงผิวเผินนี้อาจเป็นผลผ่อนคลายบรรยากาศตึงเครียด แต่เนื้อแท้กลับสะท้อนถึงความกังวลของ “องค์รัฏฐาธิปัตย์” ที่ชัดเจนต่อภาพอนาคตประเทศไทยที่ติดหล่ม จึงต้องการสื่อสารความเพื่อหวังให้เกิดความตระหนักร่วม และเป็นแรงส่งให้สถาปนิกประเทศไทย คือ “สภาปฏิรูปแห่งชาติ-กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ” รวมถึงองคาพยพ คือ “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ-คณะรัฐมนตรี-คสช.” ร่วมขับเคลื่อนประเทศไปทิศทางและบนฐานความคิดเดียวกัน
 
                 หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เมื่อถึงวาระที่ผู้นำระดับบนใช้กำลังฉุดประเทศขึ้นจากหล่มโคลน แต่ปวงชนชาวไทยที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ไม่ถูกขอแรงมาร่วมด้วยช่วยกัน และถูกกันให้อยู่นอกวง ความสำเร็จในแนวทางปฏิรูปประเทศคงสำเร็จยาก !!
 
                 สถานการณ์ปัจจุบันภายใต้การประกาศใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ทั่วราชอาณาจักร เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย และคืนความสงบสุขให้ประชาชนทุกกลุ่ม โดยให้อำนาจสิทธิ์ขาดในการระงับ การปราบปราม หรือการรักษาความเรียบร้อยเป็นของทุกเหล่าทัพ ทำให้มุมมองการเคลื่อนไหวของประชาชนเป็นสิ่งที่กระทบความมีเสถียรภาพและความมั่นคงทั้งสิ้น  ทั้งที่ภาคการเคลื่อนไหวของประชาชน เป็นเพียงการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคม ทวงสิทธิการดำรงชีวิตภายใต้ความกินดีอยู่ดี ถูกปิดกั้นแบบเหมารวม เพราะขาดการแยกแยะจากเจ้าหน้าที่รัฐ
 
                 ภายใต้การปิดกั้นการแสดงความเห็นซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกกลุ่ม แบบไร้การกลั่นกรองอย่างถูกต้องนั้น “นักวิชาการด้านสังคม-รัฐศาสตร์ รวมถึงองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน” ได้วิพากษ์ถึงความไม่เหมาะสมและมองไปไกลถึงผลกระทบต่อการรับฟังความเห็นที่ประชาชน ที่ถือเป็นวาระสำคัญของถนนสายปฏิรูป
 
                 โดยในวงเตรียมงานยกร่างรัฐธรรมนูญ ของคณะอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งมี ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาสถาบันพระปกเกล้า ฐานะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธานคณะทำงาน ได้วางโรดแม็พ  5 ขั้น เพื่อนำไปเป็นความคิดรวบยอดปูทางสู่การรับฟังความเห็นประชาชน คือ แนวทางการเสริมสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญ
 
                 คือ ขั้นริเริ่ม คือ สร้างความตระหนักและเปิดโอกาสให้ประชาชน เสนอประเด็นของตนเองอย่างเปิดกว้างผ่านช่องทางที่กำหนด, ขั้นให้ข้อมูล คือ ทำให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลอย่างทั่วถึง ในกระบวนการและกลไกเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ อาทิ รายงานความคืบหน้าของการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผ่านสถานีโทรทัศน์ วิทยุ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ เว็บไซต์ และเวทีตางๆ เป็นระยะ ขั้นรับฟัง คือ มีกระบวนการรับฟังความและนำเสนอต่อกรรมาธิการ ขั้นปรึกษาหารือ คือ พิจารณาความเห็น ประเด็น หรือทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นหุ้นส่วน  เช่น ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียบางส่วนร่วมเป็นอนุกรรมาธิการ เข้าร่วมเวที หรือให้ความเห็นตามการปรึกษาหารือ เป็นต้น และ ขั้นตัดสินใจ  คือ เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ เพื่อสร้างความเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญ ด้วยวิธีมีส่วนร่วมต่างๆ เช่น  ลงประชามติ
 
                 ทำให้เห็นว่า การมีส่วนร่วมจากประชาชน คือ หัวใจของการปฏิรูปประเทศ ภายใต้การจัดโครงสร้างใหม่ในรัฐธรรมนูญ
 
                 ดังนั้น เมื่อ “พล.อ.ประยุทธ์” ให้ความสำคัญกับแม่น้ำทั้ง 5 สายแล้ว ไฉนจึงปิดกั้นการระดมมวลน้ำ คือ ประชาชน ร่วมตั้งแต่เริ่มต้นแนวทางปฏิรูป ภาวะปิดกั้นเช่นนี้ แม่น้ำ 5 สายอาจไม่มีน้ำพอที่จะไหลไปสู่ปลายทาง จนส่งผลเป็นความอุดตันและปล่อยให้แม่น้ำทั้งห้าแห้งเหือดแบบไม่เห็นผลสำเร็จใด