คอลัมนิสต์

สิทธิของการแสดงออก

สิทธิของการแสดงออก

24 พ.ย. 2557

สิทธิของการแสดงออก : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 24 พฤศจิกายน 2557

                 ให้หลังจากกรณีแบนพิธีกรหญิง "ณาตยา แวววีรคุปต์" ในรายการ เสียงประชาชน(เสียงคนใต้)ต้องฟังก่อนปฏิรูป แห่งสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เหตุการณ์ที่เกิดตามมาติดๆคือ นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น 5 คน เข้าไปแสดงสัญลักษณ์ต่อต้านรัฐประหารต่อหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นอกจากนี้ ยังมีกรณีพ่นสีเป็นข้อความต่อต้านคสช.รอบค่ายทหาร การแสดงออกเพื่อประท้วง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

                 ย้อนหลังกลับไป เมื่อสัปดาห์ก่อน รายการเสวนาเรื่อง ที่ดิน เหลื่อมล้ำ ภาษี ที่จะจัดขึ้นที่ เดอะรีดดิ้ง รูม สีลม 19 โดยมีวิทยากร ได้แก่ นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง น.ส.ดวงมณี เลาวกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ต้องถูกยกเลิกกะทันหัน โดยแฟนเพจพลิกฟื้นผืนดินไทย ได้โพสต์ข้อความอ้างว่า เป็นคำสั่งของฝ่ายทหาร ที่ได้ไปแจ้งกับผู้จัดงานให้ระงับยับยั้งเสีย และในวันเดียวกันนั้น เจ้าหน้าที่ได้เข้าควบคุมตัวนักศึกษาอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งไปแสดงสัญลักษณ์ต่อต้านรัฐประหารที่สยามพารากอน ปรากฏการณ์เหล่านี้ ล้วนอยู่ในความสนใจของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง เพราะประเด็นหลักอยู่ที่ความเป็นไปในลักษณะที่ คสช.เองก็คงไม่สบายใจนัก ในเมื่อประชาชนหลายภาคส่วนต้องการเสรีภาพในการแสดงออก

                 อย่างไรก็ตาม ถ้าหากจะพินิจพิจารณา 3-4 กิจกรรมโดยเนื้อหา ประเด็น และปูมหลังกันแล้ว จะเห็นได้ว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวข้างต้นนั้นไม่ใช่มีแต่ประเด็นการเมือง หากแต่มีเรื่องของวิชาการ และสิทธิชุมชนรวมอยู่ด้วย อย่างเช่น นักศึกษากลุ่มดาวดิน จากมหาวิทยาลัยขอนแก่นนั้น ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า พวกเขาคือแนวร่วมปัญญาชนที่ทำงานพิทักษ์สิทธิชุมชน ตัวอย่างคือ ต่อต้านโครงการเหมืองทองคำที่ จ.เลย แม้จะอยู่คนละบทบาทกับพิธีกรโทรทัศน์และเวทีนักวิชาการที่ถูกยกเลิกไปกลางคัน แต่เนื้อหาการเคลื่อนไหวของพวกเขา ก็อยู่ในประเด็นที่ใกล้เคียงกัน นั่นก็คือ การแสดงออกทางความคิดเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทยในด้านต่างๆ

                 พล.อ.ประยุทธ์กล่าวล่าสุด ยืนยันความจำเป็นที่ต้องคงกฎอัยการศึกเอาไว้ เพราะสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ กระนั้นก็ตาม นายกรัฐมนตรี และ คสช.ก็ย่อมจะทราบดีว่า ในความเป็นจริงก็คือ ห้วงยามแห่งการปฏิรูปประเทศ และการร่างกฎกติกาใหม่เพื่อเดินหน้าประเทศไทยต่อไปนั้น หลายภาคส่วนย่อมปรารถนาสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความรู้ทางวิชาการที่จะเป็นเวทีคู่ขนานของการปฏิรูป อย่างเช่น ในด้านพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ฯลฯ อันต่างจากการเมืองที่สามารถแยกแยะออกไปได้ เพราะ คสช.และนายกรัฐมนตรีก็ทราบดีอยู่แล้วว่า ใครเป็นใคร ณ เวลานี้ จึงควรที่นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.จะได้เร่งรัดให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ลงมือทำงานอย่างหนักและดึงทุกภาคส่วนที่เคลื่อนคู่ขนานอยู่ขณะนี้เข้ามาเป็นเนื้อเดียวกันให้ได้มากที่สุด