คอลัมนิสต์

กระบวนคิดคู่ขนาน

กระบวนคิดคู่ขนาน

21 พ.ย. 2557

กระบวนคิดคู่ขนาน : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 21 พฤศจิกายน 2557

                ให้หลังจากกรณีแบนพิธีกรหญิง "ณาตยา แวววีรคุปต์" ในรายการ เสียงประชาชน(เสียงคนใต้)ต้องฟังก่อนปฏิรูป แห่งสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เหตุการณ์ที่เกิดตามมาติดๆ คือ นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น 5 คน เข้าไปแสดงสัญลักษณ์ต่อต้านรัฐประหารต่อหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ทั้งหมดถูกควบคุมตัวโดยกฎอัยการศึกไปปรับทัศนคติ 2 คนยอมลงชื่อรับคำว่าจะไม่ทำกิจกรรมซ้ำทำนองนี้อีก ส่วนอีก 3 ปฏิเสธ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ อยู่ในความสนใจของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง หนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับพาดหัวใหญ่ตรงกัน นั่นไม่ใช่เพียงเพราะความกล้าบ้าบิ่นของนักศึกษาทั้ง 5 คนเท่านั้น หากแต่สาระหลักน่าจะอยู่ที่ความเป็นไปในลักษณะที่คสช.เองก็คงไม่สบายใจ ในเมื่อประชาชนหลายภาคส่วนต้องการเสรีภาพในการแสดงออก

                ในวันถัดมา รายการเสวนาเรื่อง ที่ดิน เหลื่อมล้ำ ภาษี ที่จะจัดขึ้นที่ เดอะรีดดิ้ง รูม สีลม 19 โดยมีวิทยากรประกอบด้วย นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง น.ส.ดวงมณี เลาวกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ต้องถูกยกเลิกกะทันหัน โดยแฟนเพจ พลิกฟื้นผืนดินไทย ได้โพสต์ข้อความอ้างว่า เป็นคำสั่งของฝ่ายทหาร ที่ได้ไปแจ้งผู้จัดงานให้ระงับยับยั้งเสีย แฟนเพจยังบอกด้วยว่า ทางผู้จัดนึกไม่ถึงว่าการจัดพูดคุยแลกเปลี่ยนในประเด็นความรู้ โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง จะไม่สามารถจัดได้ และในวันเดียวกันนั้นเอง เจ้าหน้าที่ได้เข้าควบคุมตัวนักศึกษาอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งไปแสดงสัญลักษณ์ต่อต้านรัฐประหารที่สยามพารากอน

                อย่างไรก็ตาม ถ้าหากจะพินิจพิจารณา 3-4 กิจกรรมโดยเนื้อหาและประเด็น ปูมหลังกันแล้ว จะเห็นได้ว่า เป็นการเคลื่อนไหวทั้งทางวิชาการ และการเมือง อย่างเช่น นักศึกษากลุ่มดาวดิน จากมหาวิทยาลัยขอนแก่นนั้น ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า พวกเขาคือแนวร่วมปัญญาชนที่ทำงานพิทักษ์สิทธิชุมชนอย่างเช่น ต่อต้านโครงการเหมืองทองคำ ที่ จ.เลย แม้จะอยู่คนละบทบาทกับณาตยา แวววีรคุปต์ และเวทีนักวิชาการที่ถูกยกเลิกไปกลางคัน ทั้งที่เดอะรีดดิ้งรูม หรือก่อนหน้านั้นที่ จ.เชียงใหม่ แต่เนื้อหาการเคลื่อนไหวของพวกเขา ก็อยู่ในประเด็นที่ใกล้เคียงกัน นั่นก็คือ การแสดงออกทางความคิดเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทยในด้านต่างๆ ต่างจากการเคลื่อนไหวของนักศึกษาอีกกลุ่มหนึ่งในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเรื่องการเมืองล้วนๆ

                พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวล่าสุด ทำนองว่าเขาเองก็ใช่ว่าจะมีความสุข กับการที่ต้องคงกฎอัยการศึกเอาไว้ เพราะยังมีความจำเป็นตามสถานการณ์ที่เห็นๆ กันอยู่  กระนั้นก็ตาม นายกรัฐมนตรี และคสช.ก็ย่อมจะทราบดีว่า ในความเป็นจริงก็คือ ห้วงยามแห่งการปฏิรูปประเทศ และการร่างกฎกติกาใหม่เพื่อเดินหน้าประเทศไทยต่อไปนั้น หลายภาคส่วนย่อมปรารถนาสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความรู้ทางวิชาการที่จะเป็นเวทีคู่ขนานของการปฏิรูป อย่างเช่น ในด้านพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ฯลฯ อันต่างจากการเมืองที่สามารถแยกแยะออกไปได้ เพราะคสช.และนายกรัฐมนตรีก็ทราบดีอยู่แล้วว่า ใครเป็นใคร ณ เวลานี้ จึงควรที่นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.จะได้เร่งรัดให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ลงมือทำงานอย่างหนักและดึงทุกภาคส่วนที่ขับเคลื่อนคู่ขนานอยู่ขณะนี้เข้ามาเป็นเนื้อเดียวกันให้ได้มากที่สุด