
พื้นที่ความเห็นต้องถูกเปิด
พื้นที่ความเห็นต้องถูกเปิด : ขยายปมร้อน : อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิรายงาน
บรรยากาศการปฏิรูปดูจะไม่ราบรื่นเสียแล้วเมื่อเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนักๆ ไปถึงการทำงานของ คสช. ถึงสองครั้งในห้วงเวลาติดๆ กัน เรื่องแรกคือเรื่องการมีทหารกลุ่มหนึ่งเข้าไปพบผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เพื่อให้ยุติการนำเสนอรายการ "เสียงประชาชนต้องฟังก่อนปฏิรูป" และเป็นที่มาของการเปลี่ยนตัวพิธีกร คือ "ณาตยา แวววีรคุปต์" ออกไป
เหตุการณ์ที่สองที่ตามมาติดๆ คือกรณีสั่งห้ามจัดคอนเสิร์ต-ทอล์กโชว์ "ผืนดินเรา ที่ดินใคร" ทำให้ผู้จัดเปลี่ยนมาเป็นการแถลงข่าว แต่สุดท้ายก็ถูกห้ามอีกเช่นกันและเชิญตัวผู้จัดไป "ปรับทัศนคติ" ที่สถานีตำรวจก่อนที่จะปล่อยออกมาในที่สุด
กรณีดังกล่าวถึงนาทีนี้คงไม่ต้องบอกว่า "รู้เท่าถึงการณ์" หรือไม่ เพราะคำพูดของคนใน คสช. ก็ชัดเจนว่าไม่ได้ทำโดยพลการ แต่ที่แน่ๆ สร้างแรงกระเพื่อมเป็นอย่างมากกับข้อหา "คุกคามสื่อ" และ "ปิดกั้นการแสดงความเห็น"
ท่าทีที่แสดงออกมานั้นไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าสร้างความอึดอัดให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ในขณะที่รัฐบาลเองกำลังพยายามสร้างภาพให้เห็นว่าการเข้ามาควบคุมอำนาจการปกครองในครั้งนี้เพื่อสร้างความปรองดองและปฏิรูป...!!!
จริงอยู่ที่สภาวะบ้านเมืองแบบนี้ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองเป็นลำดับต้นๆ ของความต้องการ แต่การผูกขาดอำนาจการแสดงความเห็นและทำตัวเป็นเจ้าของการปฏิรูปนั้นมิอาจทำให้เรารับการปฏิรูปได้
แม้ว่าสภาวการณ์เช่นนี้จะจบลงและจางหายไปในเวลาอีกไม่นาน และคณะผู้บริหารก็จะเดินหน้าตามโรดแม็พของตัวเองที่ได้วางไว้ ฝ่ายที่เห็นต่างก็จะเงียบๆไปไม่แสดงอะไรออกมา
แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่า "ประชาชน" จะยอมรับสิ่งที่กำลังทำว่าเป็นการ "ปฏิรูป" จริงๆ เพราะเมื่อเขาแสดงความเห็นไม่ได้เขาก็จะทำลืมๆ และสงบลง รอวันที่บ้านเมืองมีช่องทางมากกว่านี้จึงจะขยับปรับเปลี่ยน
และนั่นอาจจะหมายถึงแรงกระเพื่อมทางสังคมอย่างหนักอีกครั้งหากประเทศเข้าสู่สภาวะปกติ เพื่อเรียกร้องการปฏิรูปที่ทุกคนมีสิทธิมีเสียงในการแสดงออก โดยมิต้องแสร้งเงียบภายใต้สโลแกน "ทำให้บ้านเมืองสงบ"
หากย้อนไปดูการร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 กับครั้งนี้แล้วจะยิ่งเห็นความเข้มงวดที่ต่างกัน ครั้งปี 2550 แม้จะมีกฎอัยการศึกในบางพื้นที่แต่กลับเปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดความเห็นได้มากกว่านี้
แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่าการแสดงความคิดเห็นจะถูกจำกัดให้เข้ามาอยู่เฉพาะภายใน สปช. หรือ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น ดังเราจะเห็นได้จากคำพูดของ "ประวิตร วงษ์สุวรรณ" ที่บอกว่า
"เราเปิดโอกาสให้มี สปช. แล้วทำไมไม่ไปสมัคร เราเปิดดำเนินการให้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิรูป ยอมให้ทุกเรื่องแล้วทำไมต้องไปทำอะไรที่ขัดต่อกฎหมาย ผมไม่เข้าใจเมื่อเปิดรับสมัครสปช.ก็ไม่มาสมัคร ให้เข้ามาชี้แจงก็ไม่มา อยากจะทำอะไรก็เสนอ สปช.ได้ที่เขาพร้อมจะดูแลทั้งหมด"
นี่คือวิธีคิดกับเรื่องการปฏิรูปตามรูปแบบของทหาร แต่ท่านอาจจะลืมคิดเรื่องความหลากหลาย เพราะไม่ใช่ว่าคนที่อยู่ตามระบบที่วางเอาไว้เท่านั้นที่จะมีสิทธิคิดมีสิทธิจะเสนอ เพราะสิ่งที่กำลังจะทำออกมานั้นคือกฎหมายสูงสุดของประเทศ
ยังไม่สายเกินไปที่จะปรับวิธีคิดและท่าทีใหม่ เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว วันนี้แม้แต่ สปช.เองที่เลือกเข้ามาตามระบบและมีหน้าที่โดยตรงก็ยังหนักใจว่าหากบรรยากาศเป็นอย่างนี้ต่อไปจะเดินหน้าไปได้อย่างไร..?
ผู้นำในวันนี้อาจจะนึกถึงความ "เสียของ" ในอดีต จึงนำบทเรียนมาปรับปรุงให้เข้มแข็งขึ้น แต่ต้องไม่ลืมว่าความแข็งเกินไปก็อาจจะทำ "ของ" ที่ไม่อยากให้เสีย เสียไปได้เช่นกัน..!



