
เมื่อตำรวจตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา
เมื่อตำรวจตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา : โลกตำรวจ โดยปนัดดา ชำนาญสุข
“ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา” นายตำรวจใหญ่พูดกับเหล่าบรรดาตำรวจที่นั่งอยู่ในที่ประชุมตำรวจ ถ้าเรายังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงาน ยังทำงานเฉพาะหน้าอย่างที่ทำอยู่ทุกวันนี้
"ผมว่าเราไม่พ้นถูกลงโทษแน่" พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 พูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่จริงจัง
การถูกลงโทษที่ตำรวจจราจรจะได้รับจากการที่ไม่ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน นอกเหนือจากโทษที่เกิดขึ้นจากการกำกับ ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติงานจากผู้บังคับบัญชาแล้วนั้น
นายตำรวจใหญ่ยังหมายถึงข้อหาและโทษทางสังคมที่ประชาชนทั้งหลายพากันกล่าวขาน โจษจัน จ้องจับผิดด้วยความเคลือบแคลง ระแวง สงสัยการทำงานของตำรวจจราจร นอกเหนือจากการที่ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนจับจ้องด้วยตายังไม่เพียงพอกับข้อกล่าวหาจะเห็นได้ว่า ในปัจจุบันการจ้องจับผิดตำรวจขยายรูปแบบไปจนถึงติดกล้องไว้ภายในรถเพื่อถ่ายภาพการปฏิบัติหน้าที่ที่มิชอบของตำรวจ พฤติการณ์ดังกล่าวดำรงอยู่บนความไม่เชื่อถือศรัทธาที่สะสมถ่ายทอดต่อๆ กันมาในสังคม โดยตำรวจยังไม่สามารถแก้ไข เปลี่ยนแปลงพัฒนาให้ประชาชนเชื่อถือ ไว้ใจ และศรัทธาให้ดีขึ้นกว่าที่เคยเป็นมาเท่าที่ควรจะเป็น?
"ตอนผมเป็นเด็ก" นายตำรวจใหญ่เล่าย้อนความหลัง ผมเห็นจ่าตำรวจจราจรได้ของขวัญมากเลยในช่วงปีใหม่ "ไม่ใช่วันเดียวนะ หลายวันติดกันเลยคนขับรถผ่านมาก็จะมาจอดและยื่นของขวัญให้ตำรวจจราจร ตำรวจรับเสร็จก็รีบไว้วางไว้ริมถนนแล้วเขาก็มาโบกรถต่อ ของขวัญเต็มเกาะกลางถนน พอทำงานเสร็จต้องขนของขวัญกลับเพียบเลยต้องมีรถตุ๊กๆ มารับ" นายตำรวจใหญ่เล่าด้วยความภูมิใจแม้จะมิใช่เรื่องราวของตนเอง ถึงคราวที่ต้องสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยปรากฏว่านายตำรวจใหญ่สอบผ่านการแข่งขันหลายสถาบัน (สอดคล้องกับประสบการณ์ของตำรวจจำนวนมาก ทำให้เกิดข้อสรุปประการสำคัญคือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีบุคลากรที่มีศักยภาพทางปัญญาในระดับชั้นแนวหน้าของสังคม) แต่ทำไมจึงไม่สามารถพัฒนาองค์กรให้เข้มแข็ง มั่นคงได้อย่างที่ควรจะเป็น?
ภาพจ่าตำรวจได้ของขวัญเป็นที่รักของชาวบ้าน กลับกลายเป็นแรงบันดาลใจและผลักดันให้นายตำรวจใหญ่ตัดสินใจเลือกเป็นตำรวจ
การตัดสินใจเป็นตำรวจในครั้งนี้...เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดในชีวิต!!(หรือถูก?)
ถ้าเลือกเรียนวิศวกรรมชีวิตคงราบเรียบและร่ำรวยเฉกเช่นเพื่อนรุ่นเดียว แต่บรรดาเพื่อนเหล่านั้นกลับพูดว่า "น่าอิจฉา ได้ทำประโยชน์เพื่อคนอื่น เพื่อสังคม บำบัดทุกข์บำรุงสุขแม้กระทั่งคนที่ไม่ใช่ญาติของเราเอง” มันภูมิใจมากเลยนะเวลาที่ได้ยินชาวบ้านเขาพูดกับลูกว่า “ดูคุณลุงสิลูก เขายืนตากแดดเพื่อเรา”
“ยืนตากแดด จนกีวี (น้ำยาขัดรองเท้า) ละลาย ช่วงน้ำท่วมตำรวจยืนเอาเท้าแช่น้ำเป็นวันๆ จะมีใครสักกี่คนที่ทำได้แบบตำรวจเราบ้าง...มันน่าภูมิใจมั้ย เราอยากภูมิใจมั้ย” นายตำรวจใหญ่ย้อนถามลูกน้องผู้ใต้บังคับบัญชา
“หรือว่าเราอยากได้ชื่อว่า ไม่ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ปล่อยให้คนตายซ้ำตายซากอยู่ที่โค้งนั้น กลายเป็นโค้งร้อยศพ”
เป็นไปได้หรือไม่ว่า หัวหน้างานจราจรทุกนายจะตั้งปณิธานว่า จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค จะทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ หน้าที่สำคัญของตำรวจจราจรคือ ต้องทำให้ระบบจราจรเป็นไปอย่างสะดวก และปลอดภัย ไม่ใช่สะดวกแต่เพียงอย่างเดียว ย้ำว่า ต้องปลอดภัยด้วย
"ตำรวจมีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจที่มาของปัญหาพฤติกรรมการละเมิดกฎหมายของคนไทย เช่น คิดว่าตนเองใหญ่ มีอำนาจ มียศถาบรรดาศักดิ์ ขับรถหรู ขับรถดีสกุลมียี่ห้อ แต่พฤติกรรมการขับขี่ไม่ได้แสดงถึงความเป็นผู้ที่มีวัฒนธรรมที่ดี ไม่มีวินัยในการใช้รถใช้ถนน ถ้าเราละเว้นเพียงเพราะยอมจำนนว่า ผู้กระทำผิดเป็นผู้มีอำนาจ ท่านก็จะตกเป็นผู้ต้องหาในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตกเป็นผู้ต้องหาของสังคมเพราะไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค"
เมื่อพบเห็นการขับขี่ที่ละเมิดกฎหมายจราจรเพียงเพราะคิดว่าตนเองมีอำนาจ พยายามที่จะใช้สิทธิพิเศษเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจละเว้นการบังคับใช้กฎหมาย หากตำรวจยอมจำนน เราจะสร้างความเชื่อมั่น เชื่อถือศรัทธาจากประชาชนได้อย่างไร? ไม่อายหรือ หากประชาชนพาหันโจษจันทั่วสังคมว่าตำรวจดีแต่บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็ง เข้มงวดกับประชาชนที่ไร้อำนาจ ยากจน ไร้หนทางต่อสู้
การไม่ยอมจำนนต่อการนิยมที่จะละเมิดกฎหมายจราจรของผู้มีอำนาจนี้ ทำให้นายตำรวจใหญ่เลือกที่จะต่อสู้กับอำนาจด้วยวิธีคิดและวิธีการที่แนบเนียนจากจุดเริ่มต้นด้วยวิธีคิดที่ว่าจะเป็นตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค จึงเกิดวิธีการทำงานเริ่มต้นโดยการทำป้ายไปติดไว้ตรงจุดที่คนพวกนี้นิยมละเมิดกฎหมาย ชอบทำผิดกฎหมาย
“จะไปตรงแต่วิ่งซ้ายอายเสียบ้าง”
“จะเลี้ยวซ้าย แต่วิ่งขวา น่าละอาย”
“ถ้าไม่อยากจะถูกหาม โปรดไปข้ามสะพานลอย”
ตัวอย่างของความพยายามในการสร้างหิริให้เกิดขึ้นกับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนของนายตำรวจใหญ่ผ่านการจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ที่มีข้อความที่พยายามยับยั้งการกระทำผิดกฎหมายจราจรของผู้มีอำนาจนั้น เป็นไปตามหลักสำคัญของศาสนาพุทธโดยหวังว่าคนไทยจะมีหิริโอตัปปะที่เข้มแข็งขึ้น ความละอายและความเกรงกลัวต่อบาปที่จะเกิดขึ้นจากการขับขี่รถที่มีโอกาสอยู่ตลอดเวลาที่จะทำให้ผู้อื่นตายหรือบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจะทำให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งความปลอดภัยและน่าอยู่มากขึ้นกว่าห้วงเวลาที่ผ่านมา
แต่ที่สำคัญ ตำรวจจะต้องละอายก่อน ถ้าปล่อยให้ประชาชนตายโดยไม่แก้ไขจุดที่พลาดอย่างชาญฉลาด!!!



