
ปิดบัญชีโกงข้าว...แล้วคนผิดล่ะ?
ปิดบัญชีโกงข้าว...แล้วคนผิดล่ะ? : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 17 พ.ย.2557
ในที่สุดกระทรวงการคลังได้ทำการปิดบัญชีการจำนำข้าวจำนวน 15 โครงการ นับตั้งแต่เริ่มต้นโครงการในปี 2547 จนถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่ามีผลขาดทุนประมาณ 6.8 แสนล้านบาท จากต้นทุนโครงการที่รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท และที่น่าตกใจในการรับจำนำข้าวและการอุดหนุนราคาข้าวเปลือกใน 5 รัฐบาล นั้น การขาดทุนเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระยะเวลา 3 ปี จำนวน 4 โครงการ คิดเป็นผลขาดทุนโครงการจำนวน 5.18 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลือ 11 โครงการ ดำเนินการตั้งแต่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีผลขาดทุนจำนวนประมาณ 1.64 แสนล้านบาท
ต้องยอมรับว่าโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดตันละ 1.5 หมื่นบาทสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ถูกกล่าวขวัญในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำให้วงจรข้าวของชาติพังพินาศทั้งระบบอันเนื่องจากการที่รัฐซื้อข้าวจากเกษตรกรในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดถึงเท่าตัว ทำให้ข้าวล้นประเทศส่งออกไม่ได้รอวันเสื่อมคุณภาพ นั่นยอมหมายถึงภาวะการขาดทุนจำนวนมหาศาล ส่งผลให้ไทยต้องเสียแชมป์ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลกหลังครองตำแหน่งมานานกว่า 30 ปี เมื่อรัฐบาลทุ่มเงินมหาศาลลงไปทำให้สถานะการเงินของประเทศต้องประสบปัญหาถังแตกจนไม่สามารถนำเงินไปจ่ายค่าจำนำข้าวได้นานนับปี ทำให้ชาวนาเครียดและฆ่าตัวตายไปหลายราย ความล้มเหลวเหล่านี้เป็นเพราะไม่มีหน่วยงานไหนอยากเดินนอกแถวกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่เรืองอำนาจอยู่ในขณะนั้น นำไปสู่ประเด็นปิดบัญชีโครงการจำนำข้าวนี้เป็นไปด้วยความยากลำบาก ยืดเยื้อมายาวนานด้วยข้ออ้างว่าข้อมูลของกระทรวงการคลังในฐานะหน่วยงานปิดบัญชีกับกระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานปฏิบัติไม่ตรงกันในหลายประเด็น
นอกจากนี้โครงการรับจำนำข้าวในยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถูกต่อยอดจากหลายฝ่ายว่าเป็นมหกรรมการโกงครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย ทิ้งภาระหนี้เงินกู้ให้ประเทศและคนไทยต้องแบกรับภาระชดใช้หนี้อีกนานกว่า 30 ปี ถึงจะปลดภาระหนี้ได้หมด แต่ในทางตรงข้ามนักการเมือง พ่อค้าและข้าราชการเพียงไม่กี่หยิบมือกลับเสวยสุขร่ำรวยมหาศาลโดยผลวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) พบการทุจริตในทุกขั้นตอนคิดเป็นมูลค่าเบื้องต้นไม่น้อยกว่า 1.09 แสนล้านบาท กระทั่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เข้ามาตรวจสอบพร้อมทั้งชี้มูลความผิดตั้งแต่อดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ รัฐมนตรี ข้าราชการ นักธุรกิจอีกหลายคน
กระบวนการตรวจสอบกำลังเดินหน้าไปอย่างเข้มข้นตามครรลองเช่นเดียวกับการถอดถอนนักการเมืองที่ถูกกล่าวหาทุจริตประพฤติมิชอบ จนเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤติการณ์การเมืองและนำมาสู่การยึดอำนาจ ซึ่งสังคมคาดหวังกับการเข้ามาของรัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่รับทราบความเสียหายของประเทศชาติในเรื่องนี้เป็นอย่างดี และกำหนดให้การกวาดล้างทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นวาระแห่งชาติโดยจะไม่ปล่อยให้ขบวนการโกงชาติปล้นแผ่นดินเดินลอยนวล ขณะที่กองเชียร์ฝ่ายที่ถูกถอดถอนก็เริ่มส่งสัญญาณลากเกมยาวส่งผลต่อการตัดสินใจของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้เช่นกัน สถานการณ์การเมืองตอนนั้นจึงเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ยาก แต่หากคนผิดไม่ถูกลงโทษขบวนการปรองดองก็อาจเสียของได้



