คอลัมนิสต์

โจทย์หินคนกับป่า

โจทย์หินคนกับป่า

14 พ.ย. 2557

โจทย์หินคนกับป่า : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 14 พฤศจิกายน 2557


              ปัญหาทรัพยากรป่าไม้ที่ลดน้อยลงทุกวัน กับที่ดินทำกินของราษฎรซึ่งทับซ้อนกันอยู่ กลายเป็นมหากาพย์หวุดหวิดรัฐบาลจะต้องเผชิญหน้ากับประชาชนโดยไม่จำเป็น จากข้อมูลของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรล่าสุดถึงเมื่อปี 2555 ระบุเอาไว้ว่า พื้นที่ป่าประเทศไทยเหลืออยู่ 171,586 ตารางกิโลเมตร หรือ 33%ของพื้นที่ที่ดินประเทศไทย เมื่อเทียบกับเนื้อที่ป่าเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา มีเนื้อที่ป่าลดลงไปจากเดิมถึง 50% ขณะที่พื้นที่ป่าสงวนก็ลดลงอย่างรวดเร็ว (ในปัจจุบันมีพื้นที่ที่ประกาศเป็นป่าสงวนอยู่ราว 45% หรือกว่า 230,000 ตารางกิโลเมตร แต่มีพื้นที่ป่าเหลือจริงอยู่เพียง 171,586 ตารางกิโลเมตร ชี้ให้เห็นว่า เนื้อที่ป่าสงวนถูกใช้ประโยชน์ไปถึงประมาณ 30% ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ น่าจะเป็นข้อมูลสถิติอันนำมาซึ่งความวิตกกังวลของรัฐบาลและคสช.ที่ต้องประกาศดำเนินมาตรการพิทักษ์ผืนป่าเป็นการด่วนที่สุด จนนำมาสู่การประท้วงของชาวบ้านในพื้นที่และเอ็นจีโอ

              ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ 64/2557 เรื่องการปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ โดยมอบหมายให้กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ กอ.รมน. ปราบปรามและจับกุมผู้บุกรุกป่า โดยคสช.มีเป้าหมายอยู่ที่นายทุน ผู้มีอิทธิพลและขบวนการลักลอบตัดไม้ป่า และแม้ว่าจะมีคำสั่งที่ 6/2557 ตามมาเพื่อให้การดำเนินการตามคำสั่งแรกไม่ส่งผลกระทบต่อคนยากไร้ ไม่มีที่ดินทำกิน ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ดินเดิมนั้นก่อนมีคำสั่ง แต่ความขัดแย้งก็ไม่จบ อีกทั้งในวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 รัฐบาลได้ประกาศแผนแม่บทการแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์ให้ได้ 40% ภายใต้ปฏิบัติการ "ทวงคืนผืนป่า" ซึ่งเป็นที่ดินและที่อยู่อาศัยของประชาชน จนเอ็นจีโอในนามสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ(สกน.)ต้องออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน

              จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 3 ชุดเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นคือ สำรวจตรวจสอบ และจัดทำข้อมูลที่ดินและแผนที่เขตที่ดินที่จะจัดให้แก่ผู้ยากไร้ที่ไม่มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย พร้อมรายชื่อผู้ครอบครอง และส่งมอบให้คณะกรรมการเพื่อจัดหาที่ทำกินต่อไป โดยคณะกรรมการอีกชุดมีหน้าที่หลักที่จะจัดคนลงพื้นที่ต่อไป ส่วนอีกคณะทำหน้าที่พิจารณาความเหมาะสมการทำการเกษตรแต่ละพื้นที่ จัดระบบการใช้ที่ดิน ฯลฯ แต่กระนั้นก็ตาม แนวทางของรัฐบาลดังกล่าวนี้ก็ยังไม่สอดคล้องกับความเห็นของชาวบ้านและสกน.อยู่ดี เพราะพวกเขาเห็นว่า ถึงอย่างไร ก็ต้องได้อยู่ในที่ดินทำกินเดิม หรือคนกับป่าอยู่ร่วมกันนั่นเอง

              ล่าสุด แม้ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่เพื่อพูดคุยกันทำความเข้าใจกับสกน. และบรรยากาศจะดูดี แต่ก็ใช่ว่าปัญหาจะจบลงโดยง่าย เพราะสกน.เห็นว่าหากการหารืออีกครั้งวันที่ 17 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ไม่ประสบผลสำเร็จจะส่งผลกระทบต่อ 2 หมื่นชุมชน ซึ่งมีประชากรกว่า 10 ล้านคน พวกเขาเหล่านี้จะถูกคุกคามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ทั้งจับกุมดำเนินคดีและบังคับโยกย้ายออกจากป่า นี่จึงเป็นจังหวะก้าวสำคัญที่เห็นว่า รัฐบาลและคสช.จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบรอบด้านให้มากที่สุด เพื่อตอบโจทย์ให้ได้ว่า จะทำอย่างไรให้สมประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย และคนกับป่าจะอยู่ร่วมกันต่อไปได้หรือไม่