คอลัมนิสต์

มวลชนไม่มี'เสื้อสี'

มวลชนไม่มี'เสื้อสี'

13 พ.ย. 2557

มวลชนไม่มี'เสื้อสี' : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

               การเดินรณรงค์ "ก้าว แลก เพื่อการปฏิรูปที่ดินไทย" ของสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ถูกขัดขวางจากทหาร จนต้องเปิดการเจรจากัน โดยฝ่ายรัฐบาลจะส่งตัวแทนขึ้นไปคุยกับชาวบ้านที่ จ.เชียงใหม่ จึงยุติการเดินไว้ชั่วคราว

               ภาพข่าวดังกล่าว ไม่ปรากฏในสื่อกระแสหลักมากนัก ตรงกันข้าม ช่องทีวีดาวเทียมประเภท "จอสี" รวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ ฝ่ายต้าน คสช.ต่างประโคมโหมข่าวกันใหญ่

               จริงๆ แล้วการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในลักษณะนี้มีมานานแล้ว โดยเฉพาะปัญหาผลกระทบจากนโยบายการจัดการที่ดินของรัฐ

               สองสามปีที่แล้ว เครือข่ายชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากนโยบายของรัฐ ได้รวมตัวกันเป็น "ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม" (พีมูฟ) ได้ยกทัพมาชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจากสื่อส่วนกลางมากนัก

               ผิดกับการชุมนุมของคนเสื้อแดง เสื้อเหลือง และเสื้อฟ้า ที่มีสื่อหลัก สื่อรอง เกาะติดการชุมนุมอย่างต่อเนื่อง

               สมัยที่ยังไม่มี "ภาคประชาชนมีสี" การเคลื่อนของสมัชชาคนจน หรือสมัชชาเกษตรกรรายย่อย จะมีสื่อมาทำข่าวมากมาย แต่ภายหลังเกิดมีมวลชนสีต่างๆ บรรดาชาวบ้านผู้ยากไร้ ก็เข้ามาชุมนุมในเมืองหลวงแบบไร้คนเหลียวแล

               ยังจำได้สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ มวลชนพีมูฟ มาปักหลักชุมนุมอยู่แถวลานพระบรมรูปทรงม้า นักวิชาการที่เคยยืนข้างสมัชชาคนจน ก็ไม่สนใจมาแวะเยี่ยม เพราะพวกเขาเหล่านั้น ต่างเชื่อมั่นในพลังมวลชน "เสื้อสี" ของแต่ละฝ่ายมากกว่า

               หรือแม้แต่ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ พีมูฟขี่รถมอเตอร์ไซค์มาจากภาคเหนือ รอนแรมมาหลายวันหลายคืน เพื่อมาฟังคำปฏิเสธจากรัฐมนตรีขาใหญ่ เหล่าคนจนเหล่านี้ก็ต้องทน และกลับบ้านไปพร้อมกับการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหา

               สุวิทย์ กุหลาบวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) นักต่อสู้เพื่อสิทธิของประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์เมื่อหลายปีก่อน โดยกล่าวถึงภาพรวมของภาคประชาชน ในภาคอีสานที่มีการแบ่งแยกเป็นหลายสี

               สุวิทย์มองว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ 90 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่รู้จัก "สิทธิขั้นพื้นฐานของตนเอง" โดยแกนนำกลุ่มสีต่างๆ ไม่เคยให้ความรู้ชาวบ้านเรื่องนี้

               ชาวบ้านมักจะเข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง มากกว่าที่จะชุมนุมเพราะปัญหาความเดือดร้อน  

               "สุวิทย์" ยกตัวอย่างพื้นที่โคกหินขาว อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ที่มีการผลักดันจะให้สร้างนิคมอุตสาหกรรม มีกลุ่มคนเสื้อแดงชื่อ "แดง 91 น้ำพอง" ซึ่งพวกเขาไม่อยากให้มีการตั้งนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ จึงร้องขอให้ไปช่วย

               สิ่งแรกที่สุวิทย์สัมผัสได้ พวกเขาแทบไม่รู้สิทธิของตนเอง และที่ผ่านมา ชาวบ้านก็ไปม็อบตลอด แกนนำเสื้อแดงพาไปไหนไปหมด แต่เขาไม่เคยมีโอกาสต่อสู้เพื่อบ้านตนเอง

               นี่เป็นบทเรียนอันสัมผัสได้ของสุวิทย์ ที่คลุกคลีกับชาวอีสานมานานกว่า 20 ปี และมาถึงวันนี้ เขาประกาศไม่ร่วมปฏิรูปกับ คสช.

               ที่ผ่านมา สุวิทย์ไม่เคยเกี่ยงว่า ชาวบ้านจะสวมเสื้อสีอะไร? ขอแต่พวกเขามีทุกข์ร้อน ก็ยินดีที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเต็มที่

               ตรงกันข้ามกับนักวิชาการที่เคยเชียร์ นปช. เพียงเห็นที่ปรึกษาสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือบางคนเคยสวมเสื้อเหลือง ก็แสดงอาการรังเกียจ 

               ใจของนักสู้เพื่อประชาธิปไตย ไยมันจึงคับแคบเช่นนี้