
รัฐธรรมนูญต้องทำประชามติ?
รัฐธรรมนูญต้องทำประชามติ? : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น
กลายมาเป็นประเด็นอีกครั้งกับข้อถกเถียงที่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังจะร่างขึ้นนั้น ก่อนที่จะออกมาใช้ต้องผ่านความเห็นชอบของประชาชนด้วยการทำ "ประชามติ" หรือไม่
ประชามติ (Referendum) เป็นประชาธิปไตยทางตรงของประชาชน เป็นเหมือนการเลือกตั้ง เพียงแต่ไม่ได้เลือกตัวบุคคลหากเป็นการแสดงความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับประเด็นใดประเด็นหนึ่งหรือข้อเสนอใดข้อเสนอหนึ่ง
ประเทศไทยมีการทำประชามติมาแล้วหนึ่งครั้งคือ การทำประชามติ "ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550" ซึ่งครั้งนั้นคะแนนที่ออกมานั้น มีผู้เห็นชอบ 57.81% ไม่เห็นชอบ 42.39% โดยมีผู้มาใช้สิทธิ 57.61%
แน่นอนว่าแนวคิดการทำประชามติครั้งนั้นมีทั้งเสียงหนุนและเสียงต้าน โดยเสียงต้านท้วงติงว่า "รัฐธรรมนูญ" ควรเป็นฉันทามติของคนทั้งชาติในฐานหากมีผู้ใดไม่เห็นด้วยและถูกบันทึกไว้อย่างเป็นทางการก็อาจนำมาสู่การไม่ยอมรับ ซึ่งก็เห็นได้ภายหลังว่ามีบางคนที่ไม่พอใจกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แม้จะไม่ถึงขั้นประกาศไม่ทำตาม แต่ก็เห็นร่องรอยของการปฏิเสธถูกทิ้งไว้ตามรายทาง
อย่างไรก็ตาม ข้อดีของการทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับนั้นคือ เป็นรัฐธรรมนูญที่เริ่มต้นมาจากการยึดอำนาจรัฐประหาร ซึ่งคณะผู้ก่อการเหล่านั้นย่อมรู้ดีว่าต้องหาอำนาจของประชาชนมาผูกโยงเพื่อให้เกิดการยอมรับ จึงตัดสินใจกระทำ และทำให้เกิดผลว่าสุดท้ายแม้คนที่ไม่เห็นด้วยก็ยังไม่กล้าปฏิเสธหรือล้มล้างโดยสิ้นเชิงและยินดีที่จะใช้ พร้อมทั้งหากไม่พอใจก็จะเสนอแก้ตามกระบวนการ นี่คือการยึดโยงการเขียนกฎหมายนอกระบบเข้ากับอำนาจประชาชนเพื่อเกิดการยอมรับ
นักวิชาการอย่าง "ปริญญา เทวานฤมิตรกุล" ได้กล่าวไว้ว่า การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550 กลายเป็นมาตรฐานขั้นต่ำไปแล้ว
แต่กับครั้งนี้ "มาตรฐานขั้นต่ำ" ถูกตั้งคำถามอีกครั้ง เสียงฝั่งเห็นด้วยส่วนหนึ่งมาจากตัวคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญหลายๆ คน โดยเฉพาะที่มาจากฝ่ายนักวิชาการและฝ่ายการเมือง ที่มองเห็นจุดอ่อนของที่มาในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงมีความต้องการที่จะเชื่อมโยงให้ถึงประชาชนให้มากที่สุด เพื่อหวังการยอมรับ
นอกจากนี้ยังมีประชาชนส่วนหนึ่งที่เห็นด้วยกับวิธีการนี้ด้วยหวังว่าอย่างน้อยก็อาจจะมีสิทธิมีเสียงอยู่บ้างในการออกความเห็นเกี่ยวกับกฎหมายสูงสุดของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ค้านและไม่เห็นด้วย ส่วนหนึ่งเป็นคนที่มีบทบาทสูงอย่าง "วิษณุ เครืองาม" รวมถึงคนใน โดยเขาให้เหตุผลว่าอาจจะเป็นการสร้างความแตกแยก แต่ก็ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า "เมื่อเป็นเช่นนี้ไม่บังคับว่าจะต้องทำประชามติ แต่หากประชาชนเรียกร้อง สถานการณ์อำนวยก็ทำ"
หากแต่ฝ่ายขวาจัดอย่าง "ไพบูลย์ นิติตะวัน" กลับเสนอว่าไม่ต้องทำประชามติ โดยใช้ข้ออ้างเรื่องเปลืองงบประมาณ และระบุว่าการทำประชามติไม่ได้เป็นเกราะป้องกันว่ารัฐธรรมนูญจะอยู่ได้นาน
ขณะเดียวกัน ฝ่ายที่ต้านรัฐประหารบางส่วนเอง ก็ยังเห็นว่าไม่ควรทำประชามติ แต่เป็นเหตุผลที่ว่าเกรงว่าหากประชามติไม่ผ่านจะกลายเป็นข้ออ้างให้คณะรัฐประหารอยู่ในอำนาจต่อไป หรือแม้กระทั่งบอกว่าหากเนื้อหารัฐธรรมนูญออกมาไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ผ่านกระบวนการประชามติก็เท่ากับรับรองความไม่ถูกต้อง
เหตุผลหลากหลายถูกยกขึ้นมาแย้งและมาถกเถียง ถึงความเหมาะสมว่าควร "ทำ" หรือ "ไม่ทำ" หากแต่การถกเถียงนี้ควรยึดอยู่บนผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ไม่ได้ติดอยู่กับวาระซ่อนเร้นว่าอยากร่างให้เป็นแบบที่ตัวต้องการเท่านั้น หรือเพื่อการคงอำนาจไว้ของใครบางคน
อย่างน้อยการถกเถียงก็ได้ทำให้เราเห็นข้อดีข้อเสีย และให้ได้เห็นว่าใครบางคนกำลังถกเถียงเพื่อส่วนรวมหรือกำลังถกเถียงเพื่อยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล
แต่สุดท้ายแล้วคนที่ตัดสินใจก็คือ คสช.ว่าจะจัดให้มี "ประชามติ" หรือไม่ !
---------------
(หมายเหตุ : รัฐธรรมนูญต้องทำประชามติ? : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น)



