คอลัมนิสต์

ตำรวจมีใจในการทำงานแค่ไหน?

ตำรวจมีใจในการทำงานแค่ไหน?

12 พ.ย. 2557

สำนึกตำรวจจราจรกับ 25,000 ศพต่อปี ตอน ตำรวจมีใจในการทำงานแค่ไหน? : โลกตำรวจ โดยปนัดดา ชำนาญสุข

                “ถูก มันไม่ใช่หน้าที่โดยตรงของตำรวจ แต่ถ้าเราปล่อย ถ้าเราไม่ทำ มันต้องเกิดอุบัติเหตุแน่ๆ แล้วถามว่าตำรวจชอบหรือเปล่าล่ะ ในที่สุดมันก็ไม่พ้นตำรวจเราอยู่ดี” พล.ต.ต.ปรีชา เจริญสหายานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 รับผิดชอบงานจราจร พูดโต้ตอบเมื่อมีเสียงของนักวิชาการคนนอกตั้งคำถามว่า

                การสั่งให้ตำรวจตรวจเข้มเรื่องระยะความสูงของสะพานต่างๆ ที่คร่อมถนนในเขตพื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 โดยเฉพาะอย่างยิ่งถนนที่มีการปรับปรุงซ่อมสร้างขึ้นมาใหม่นั้น เป็นคำสั่งที่เพิ่มภาระให้แก่ตำรวจผู้ปฏิบัติมากเกินไปหรือไม่?

                คำสั่งของผู้บังคับบัญชาของตำรวจและข้อกังขาเชิงเห็นใจของนักวิชาการคนนอกในที่ประชุมแห่งนั้น ทำให้คิดถึงเสียงของตำรวจผู้ปฏิบัติทั่วประเทศที่มักพูดเป็นเสียงเดียวกันตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมาทุกยุคทุกสมัยว่า

                “มีตำรวจหน่วยเดียวแหละ ที่ทำไปทุกเรื่อง ทุกงาน จนสับสนไปหมดว่า ตกลงสิ่งที่ทำอยู่นี่มันงานในหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงของตำรวจ หรืองานของหน่วยงานไหนกันแน่ ทำเกินหน้าที่จนไม่ได้ทำงานในหน้าที่ของตำรวจหรือไม่”

                รวมไปถึง“อยากรู้ว่ามีหน่วยงานไหนมั้ยที่ผู้บังคับบัญชาสั่งมา หรือมีหน่วยงานอื่นขอผ่านผู้บังคับบัญชาให้สั่งลงมาให้ ผู้ปฏิบัติทำงานโดยที่ไม่มีงบประมาณ ไม่มีทรัพยากรใดๆ สนับสนุนการทำงาน แถมซ้ำมีการกำกับติดตาม ตรวจสอบด้วยว่าผลการปฏิบัติงานเป็นอย่างไร ถ้าบกพร่องไม่เป็นไปตามเป้าหมายจะทำให้คนทำงาน (ที่ขาดแคลนทั้งทรัพยากรและกำลังใจในการทำงาน) เหล่านี้ต้องทำรายงานชี้แจงหรืออาจถึงขั้นถูกพิจารณาโทษในรูปแบบต่างๆ”

                คำสั่งหลายๆ คำสั่งของผู้บังคับบัญชาตำรวจ ถึงแม้จะถูกมองว่า เป็นคำสั่งแปลกๆ แตกต่างจากที่หน่วยงานอื่นๆ นิยมประพฤติปฏิบัติกัน แต่กลับสามารถถูกปฏิบัติสนองคำบัญชาของนายได้อย่างน่าทึ่ง

                แสดงให้เห็นว่า ผลสำเร็จในการปฏิบัติงาน หรือ ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นจากการทำงานในโลกของตำรวจนั้น ล้วนเป็นผลมาจากการที่ตำรวจในแต่ละยุคแต่ละสมัยมีนายเป็นอย่างไร!! ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการมีนายเป็นอย่างไรนี้ มิได้ตกอยู่เพียงเหล่าบรรดาตำรวจผู้เป็นลูกน้องแต่เพียงเท่านั้น หากแต่จะส่งผลกระทบถึงหน่วยงานต่างๆ ที่ต้องทำงานร่วมกับตำรวจ และท้ายที่สุดคือ ประชาชนด้วย

                เพราะภารกิจของตำรวจมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับทุกๆ วิถีการดำเนินชีวิตของประชาชน

                ถึงแม้ว่าตำรวจจราจรในสังกัดของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 จะปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานตามที่ พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ต้องการคือ การพัฒนาระบบงานจราจรให้สามารถปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างมืออาชีพ โดยทันทีที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่แล้ว ตำรวจจราจรจะไปยังที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับร้อยเวร (พนักงานสอบสวน) พร้อมดำเนินการบริหารจัดการสถานที่เกิดเหตุเพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุซ้ำ อำนวยความสะดวกจราจร และสืบสวนสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดอุบัติเหตุทางถนนที่ทำให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน เพื่อนำข้อมูลของการสืบสวนสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนั้นไปใช้ในการวิเคราะห์เพื่อการป้องกันและแก้ไขอุบัติเหตุทางถนนมิให้เกิดเหตุซ้ำหรือเกิดเหตุในสถานที่อื่นในลักษณะเดียวกันอีก

                "ไม่ต้องรอ ถ้าเรารู้อยู่แล้ว ก็ไม่ต้องรอให้ประชาชนต้องสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน เราดูก็รู้ว่า สะพานนี้มันสูงไม่ถึงที่เขียนไว้ เพราะเขามาทำถนนสูงขึ้นจากเดิม เพราะฉะนั้นรถที่บรรทุกของมีโอกาสชนแน่ มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุแน่ แล้วเราจะรอให้เกิดอุบัติเหตุก่อนแล้วไปสืบสวนอุบัติเหตุ ไปวิเคราะห์ข้อมูลแล้วมาประชุมหาทางแก้ไขทำไม ก็มันรู้ๆ เห็นๆ ชัดเจนอยู่แล้ว ก็ทำไปซะเลยได้มั้ยล่ะ" นายเริ่มหงุดหงิด มีอารมณ์ เมื่อถูกกระตุ้นเร้าด้วยคำถามว่า ทำไมต้องมาเพิ่มงานให้ตำรวจทำด้วย ถึงแม้จะมีการตั้งคำถามจากนักวิชาการคนนอกต่อว่า ตำรวจจะต้องทำงานเกินหน้าที่แค่ไหน อย่างไร?

                “ต้องให้ตำรวจจราจรไปวัดความสูงของสะพานในพื้นที่ด้วย อย่างนี้อีกหน่อยตำรวจก็ต้องทำหมดทั้งๆ ที่ไม่ใช่ความรับผิดชอบในหน้าที่ของตำรวจ การตรวจป้ายข้างทางที่บดบังทัศนวิสัย ตรวจสอบต้นไม้ที่อยู่ในแนวถนน หรือนอกแนวถนน เสาหลักกิโลที่ท่านประธานบอกว่า ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์มักขับชน โดยเฉพาะกลุ่มหลับใน หรือเมาแล้วขับ แล้วอย่างนี้ตำรวจจะไหวเหรอ ก็ตำรวจบอกอยู่บ่อยๆ ว่า ตำรวจไม่มีกำลังคน ขนาดอาสาสมัครที่มาช่วยงานจราจรในส่วนของตำรวจยังไม่มีเงินค่าตอบแทนจ่ายให้เขาเลย”นักวิชาการคนนอกยังไม่หยุดตั้งคำถามชวนคิดไตร่ตรอง

                “ก็รู้ ก็เข้าใจ ไม่ได้ให้ตำรวจไปวัดความสูงของสะพานเอง แต่ให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาดำเนินการให้หน่อย เพราะเราไม่อยากให้มันเกิดอุบัติเหตุ” เสียงของนายใหญ่ประธานในที่ประชุมเริ่มอ่อนลง แต่ไม่ยอมลดเป้าหมายในการป้องกันปัญหาอุบัติเหตุทางถนนที่อาจเกิดขึ้น

                ถึงแม้บรรยากาศในที่ประชุมครั้งนั้นจะเป็นบรรยากาศแห่งการถกเถียง และการลุ้นของตำรวจผู้ปฏิบัติว่า จะรอด(ตัว) หรือหมดสิทธิ์รอด เพราะต้องทำตามคำสั่งนายอย่างที่คุ้นเคยมา แต่ทุกคนในที่นั้นต่างมีความรู้สึกที่ไม่แตกต่างกันในประเด็นสำคัญประการหนึ่งคือ

                ใจที่มุ่งมั่นของตำรวจและนักวิชาการคนนอกที่ต่างรู้สึกและคิดตรงกันว่า เราจะป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้รอดพ้นจากอุบัติเหตุทางถนนได้อย่างไร โดยตำรวจจำเป็นต้องก้าวให้พ้นจากคำว่า

                ไม่ใช่หน้าที่ของตำรวจ

                ไม่มีกำลังคน

                ไม่มีงบประมาณ ไม่มีวัสดุ ไม่มีอุปกรณ์

                หรือว่า ขอเพียงแค่ตำรวจมีใจ ซึ่งหมายถึง ใจของนาย ใจของข้าราชการจากหน่วยงานต่างๆ ที่จะต้องทำงานร่วมกันกับตำรวจราจร และที่สำคัญคือ ใจของประชาชน เพียงแค่ใจ...กำลังใจ หรือแรงเชียร์เพียงเท่านั้นก็จะสามารถทำให้ตำรวจจำนวนไม่น้อยพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ท่ามกลางปัญหาอุปสรรคในการทำงานที่มากมายในโลกของตำรวจได้อย่างดีแน่นอน

                อย่างน้อยก็ดีกว่าการจ้องจับผิด และก่นด่าโดยที่ขาดความรู้ ความเข้าใจอย่างแท้จริงว่าตำรวจจราจรไทยทำอะไรบ้าง? นอกเหนือจากการถือใบสั่งเดินว่อนอยู่ตามสี่แยกไฟแดง!!