
ขนลุก!
ขนลุก! : ขยายปมร้อนโดยศรุติ ศรุตา
ข้อเสนอผ่าทางตันประเทศของสถาบันพระปกเกล้า ที่หวังให้ประเทศไทยเดินหน้าฝ่าวิกฤติ สร้างความฮือฮาไปทั้งเมือง เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
ประเด็นแรกคือ ให้สร้างรัฐบาลผสม
ถัดมา.. เสนอให้ยกร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับดุลอำนาจระหว่างสถาบันทางการเมืองต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดก้าวล่วงอำนาจระหว่างกันและกัน และต้องออกแบบดุลอำนาจให้เหมาะสมป้องกันปัญหาวิกฤติของระบอบรัฐธรรมนูญที่จะนำไปสู่วิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองอันเกิดจากรัฐธรรมนูญขึ้นอีก
ให้ศาลรัฐธรรมนูญ มีที่มาที่ยึดโยงกับประชาชน โดยไม่สูญเสียความเป็นผู้เชี่ยวชาญ เช่นเดียวกับองค์กรอิสระอื่นๆ ที่จะต้องมีที่มาอย่างโปร่งใส
แต่ที่ว่าฮือฮานั่นก็คือ เสนอให้มี "อำนาจที่ 4" นอกเหนือจากฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ เรียกว่า "อภิรัฐมนตรี" จะมีอำนาจมากที่สุดในฐานะ "รัฏฐาภิบาล" ทำหน้าที่ชี้ขาดในกรณีที่ อำนาจทั้ง 3 ฝ่าย เกิดความขัดแย้งจนหาข้อยุติไม่ได้
จะว่าไปแล้วในช่วงนี้ ทุกคนเข้าใจดีว่าเป็นช่วงของการนำเสนอแนวคิด
แต่ที่ต้องฟังข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าเป็นพิเศษเพราะคนที่ทำงานหรือเคยทำงานที่แห่งนี้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการร่างรัฐธรรมนูญ
ข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าจึงอาจทำให้เห็นภาพเลาๆ ว่า หน้าตาของรัฐธรรมนูญ กติกาสูงสุดของประเทศจะออกมาอย่างไร จะเป็นทางออกให้แก่ประเทศได้หรือไม่
อย่างที่เคยมีประสบการณ์กันมาแล้วตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด เพราะผ่านการทำประชาพิจารณ์ แต่สุดท้ายเราก็พบว่า ยังไม่ดีพอ
รัฐธรรมนูญปี 2540 ได้มาหลังจากเกิดกรณีพฤษภาทมิฬ วิกฤติการณ์นายกฯ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จนเกิดการนองเลือดขึ้น และเกิดกระแสเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมือง
เราจึงได้รัฐธรรมนูญที่บัญญัติให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง มีรัฐบาลที่เข้มแข็ง มีองค์กรอิสระที่ยึดโยงกับประชาชน
แต่เราลืมคิดไปว่า "ของดี" ที่ว่าก็มี "ด้านมืด" อยู่ด้วยเช่นกัน
เพราะแท้จริงแล้วที่จะทำให้บ้านเมืองก้าวไปข้างหน้าได้นั้น ไม่ใช่กฎหมาย หากแต่เป็นคนที่ทำตามกฎหมาย หรือใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม
รัฐธรรมนูญปี 2540 ทำให้ได้รัฐบาลที่เข้มแข็ง ได้นายกรัฐมนตรีที่ทรงอำนาจ ได้พรรคการเมืองที่เป็นเอกภาพ และองค์กรอิสระบางแห่งสูญเสียความเป็นอิสระ
เมื่อมีการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 เราจึงเห็นภาพของ "ตุลาการภิวัฒน์" เข้ามาแก้ปัญหาองค์กรอิสระ เพื่อให้ทำหน้าที่คัดกรองการเข้าสู่อำนาจ จนถึงการใช้อำนาจของนักการเมือง
ไม่ใช่เป็นองค์กรที่อยู่ภายใต้อาณัติของนักการเมือง !
ข้อเสนอของ สถาบันพระปกเกล้าที่เสนอให้มี "อภิรัฐมนตรี" เป็นอำนาจที่ 4 นั่นอาจมีที่มาจากที่เห็นว่า อำนาจอธิปไตยที่โดยหลักแล้วมี 3 ฝ่ายนั้น โดยพฤตินัยมีเพียง 2 ฝ่าย
ฝ่ายรัฐบาล+นิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ
ไม่แปลกที่ อำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย จะออกมาค้านข้อเสนอนี้ เพราะพรรคเพื่อไทยนั้น ยังเชื่อมั่นว่า ภายหลังการเลือกตั้ง พวกเขาจะกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง และผนึกฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายนิติบัญญัติขับเคลื่อนการบริหารประเทศ และออกกฎหมายรวมทั้งแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ตามต้องการอีกครั้ง
เพียงแต่ข้อเสนอของ อำนวย ที่ให้นักการเมืองเว้นวรรค 1 สมัยนั้น ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะหากให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งแล้ว ก็หมายความว่า เราจะได้นายกฯ ที่เป็นส.ส.สมัยแรกเข้ามาบริหารประเทศ เช่นเดียวกับรัฐบาลก่อนหน้านี้
ยังไม่เข็ดกันอีกหรือ ?
....................................
(หมายเหตุ : ขนลุก! : ขยายปมร้อนโดยศรุติ ศรุตา)



