
หนทางล้มระบบอุปถัมภ์
หนทางล้มระบบอุปถัมภ์ : บทบรรณาธิการประจำวันที่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2557
"ประชานิยม คือพ่อที่แท้จริงของระบบอุปถัมภ์" คือคำนิยามของ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติคนที่ 1 ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ยกขึ้นมากล่าวในวงประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า โดยเขาอธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงทางรัฐธรรมนูญทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมทางสังคม เป็นรากฐานของประชานิยมสุดขั้ว ที่พรรคการเมืองนำเสนอให้ประชาชนที่ไม่มีอำนาจต่อรอง ไม่มีส่วนแบ่งทางการตลาด ได้เข้ามาลิ้มรสทรัพยากรที่เขาไม่เคยได้ ฉะนั้นการที่เขานำงบประมาณออกไปทำประชานิยม จึงได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นเสียงข้างมาก ถ้าประชานิยมสร้างแล้วทำให้เกิดผลดีต่อบ้านเมืองจริง คงไม่ต้องมาพูดกันวันนี้ แต่ประชานิยมสร้างความเสียหายมากมาย ตั้งแต่เอาเงินในอนาคตมาใช้ ผลักหนี้ให้ลูกหลานในอนาคต ที่สำคัญประชาชนถูกลดลงเป็นราษฎร ต้องพึ่งพิงและพึ่งพาพรรคการเมืองและรัฐบาล
คงไม่ผิดนัก หากจะบอกว่า นิยามของประธานคณะกรรมาธิการเป็นแนวทางหนึ่งของการปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปประเทศไทย ทั้งยังคือภาพสะท้อนสภาพการเมืองที่ถูกครอบงำด้วยระบบอุปถัมภ์มากว่าทศวรรษ เป็นรากเหง้าของปัญหาที่บ่มเพาะให้ประชาชนทุกหย่อมหญ้าตกเป็นเหยื่อของการทุจริตคอร์รัปชั่นในเวลาต่อมา นั่นคือโจทย์ใหญ่ ที่บรรดานายช่างผู้เขียนรัฐธรรมนูญจะได้วางหลักเกณพ์เพื่อให้สังคมหลุดพ้นจากหุบเหวของระบบอุปถัมภ์เช่นว่า แต่กระนั้นก็ตาม กติกาที่จะนำมาใช้ใหม่ก็มีความจำเป็นต้องชัดเจน และสามารถแยกแยะได้ว่า นโยบายมีความแตกต่างจากประชานิยมอย่างไร ด้วยเหตุที่พ่อของระบบอุปถัมภ์เช่นว่านั้น บ่อยครั้งได้แฝงตัวมาในรูปของการช่วยเหลือหรืออุดหนุน อย่างเช่น การให้ผู้มีรายได้น้อยได้ใช้สาธารณูปโภคโดยไม่ต้องควักเงินจ่าย หรือแม้กระทั่งการจ่ายเงินสนับสนุนชาวนา และชาวสวนยาง ไร่ละ 1,000 บาท ก็ยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันว่า เป็นประชานิยม
นอกจากนั้นแล้ว การร่างรัฐธรรมนูญที่จะต้องรับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายเพื่อให้เกิดความปรองดองสมานแนท์ เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับสำหรับคนทุกกลุ่ม อย่างที่เรียกว่า รัฐธรรมนูญฉบับตาบอดสีนั้น แม้จะไม่มี หรือมีน้อยราย ที่ฝ่ายการเมืองผู้เคยอยู่ในฐานะเป็นผู้ให้ในระบบอุปถัมภ์เข้าร่วมด้วยก็ตาม แต่การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนหลายกลุ่มก็ได้แสดงให้เห็นความต้องการมีส่วนร่วม ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นตัวแทนของคนรากหญ้าที่ไม่อาจจะละเลยหรือมองในด้านเดียวถึงภาพการแบมือขอในสิ่งที่เคยได้รับจนชาชินจากฝ่ายการเมือง หากแต่ในสภาพความจริง ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ด้อยโอกาสก็ยังไม่อาจจะช่วยเหลือตัวเองหรือลืมตาอ้าปากได้จริงๆ นั่นก็หมายความว่า พวกเขากำลังถูกบีบบังคับด้วยระบบเก่าให้ตกอยู่ในหุบเหวเลวร้าย ที่เป็นส่วนหนึ่งของการคอร์รัปชั่นอีกด้วย
การสกัดกั้นระบบอุปถัมภ์ อาจไม่สำเร็จได้ด้วยรัฐธรรมนูญเพียงด้านเดียว หากแต่แนวทางการปฏิรูปประเทศไทย ภายใต้การเขียนโครงร่างของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ก็น่าจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะสร้างภูมิคุ้มกับให้ประชาชนไม่ตกเป็นเหยื่อของฝ่ายการเมือง ซึ่งก็หมายถึงว่า กระบวนการปฏิรูปจะต้องสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงทรัพยากรได้อย่างเท่าเทียม อย่างเช่น ที่ดินทำกิน และความอุดมสมบูรณ์ต่างๆ ที่จะเป็นต้นธารให้พวกเขาสามารถพึ่งพิงตนเองได้ เมื่อกฎกติกาของชาติมีความเป็นธรรมสำหรับประชาชนทุกหมู่เหล่า ให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี พออยู่พอกินไม่อัตคัดขัดสนอีกต่อไป ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของการปิดประตูตายไม่ให้ระบบอุปถัมภ์ในคราบประชานิยมเข้ามาครอบงำสังคมได้ต่อไป



