คอลัมนิสต์

หยั่งกระแสปรองดอง

หยั่งกระแสปรองดอง

10 พ.ย. 2557

หยั่งกระแสปรองดอง : ขยายปมร้อน โดยขนิษฐา เทพจร

            “วันนี้ถ้าเรายังมีความขัดแย้งกันอยู่ ไม่มีการปรองดอง ไม่ไว้ใจกัน ประเทศก็จะเป็นเหมือนคนป่วย ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นคอร์รัปชั่น ยาเสพติด การก่อการร้าย ซึ่งในส่วนของผู้กระทำความผิดกฎหมายนั้น ขอให้แยกเป็นประเด็นในเรื่องของการแก้ไข หรือการดำเนินการทางกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม และได้รับความพึ่งพอใจ” เป็นคำกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ย้ำให้เห็นถึงความสำคัญและต้องการสร้างเจตนาร่วมของชนในชาติ เพื่อคลายวิกฤติชาติในห้วงที่ผ่านมา

            หากพิจารณาเฉพาะคำพูดของ “ท่านผู้นำประเทศ” ถือเป็นสาระธรรมดาที่ประชาชนคุ้นชิน

            แต่เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีประเด็น “ปรองดองในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ที่ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวไว้บนเวทีประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 16 ประจำปี 2557 หัวข้อ 8 ทศวรรษ ประชาธิปไตยไทย : พลวัตแห่งดุลอำนาจ

            ทำให้ “การปรองดอง” บนความหมายของการจัดสรรอำนาจใหม่ มองข้ามไปไม่ได้

            ในใจความของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กับคำว่า ปรองดอง ที่ “บวรศักดิ์” กล่าวถึงมีสาระสำคัญว่า “รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กับการปฏิรูปแนวใหม่ ต้องตอบโจทย์เรื่องการสร้างความปรองดองกับคู่ขัดแย้งทั้งหลาย ซึ่งจะสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งเฉพาะหน้าได้ สร้างความเป็นธรรมในการจัดสรรความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งจะเป็นการป้องกันความขัดแย้งไม่ให้เกิดขึ้นอีกในระยะยาว แต่แน่นอนว่า รัฐธรรมนูญเป็นเพียงกฎหมายสูงสุด ไม่สามารถทำให้เกิดความปรองดองเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง สร้างความเป็นธรรมในทางเศรษฐกิจและสังคมได้ด้วยตัวของรัฐธรรมนูญเอง แต่รัฐธรรมนูญอาจจะสร้างองค์กร กลไก และกระบวนการ ตลอดจนหลักการสำคัญที่ใช้ในการปรองดองในอนาคตเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ให้คนไทยมาฆ่ากัน ไม่ให้มีสีต่างๆ ออกมาเข่นฆ่า ประเด็นนี้คงไม่ใช่การเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมแล้วจบๆ กันไปเหมือนที่เคยเป็น”

            และ....

            “ผมได้เสนอตุ๊กตากรอบการยกร่างรัฐธรรมนูญไปให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณา โดยจะแบ่งหมวดเป็น 4 ภาค คือ ภาค 1 ว่าด้วยพระมหากษัตริย์และประชาชน, ภาค 2 ว่าด้วยศาล นิติธรรมและกระบวนการยุติธรรม, ภาค 3 ว่าด้วยผู้นำการเมืองที่ดีและสถาบันการเมือง และภาค 4 ว่าด้วยการปฏิรูป ซึ่งเป็นของใหม่ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและการปรองดอง”

            ดังนั้นเมื่อ “พล.อ.ประยุทธ์” และ “บวรศักดิ์ ฐานะคีย์แมนผู้จัดโครงสร้างอำนาจไทยใหม่” ประสานเสียงบอกผ่านข้อความสู่สังคม จึงทำให้เกิดคำถามว่า จะปรองดองกับใคร เพื่อยุติความขัดแย้งได้อย่างแท้จริง

            หากจะหมายถึง “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกฯ หรือ “แกนนำขั้วตรงข้าม" ถือเป็นสัญญาณที่รัฐบาลแสดงให้เห็นถึงความท้อถอยต่อการรับมือกับภัยคุกคามในเงามืด เตรียมเงื่อนไขเพื่อสร้างการประนีประนอมระหว่างกัน ดังนั้นหากประเด็นนี้เป็นจริงสังคมควรรู้ข้อมูล-ข้อเท็จจริงรอบด้าน

            คำถามอีกประเด็น คือ ความเอาจริงเอาจังกับประเด็นแก้ไขความขัดแย้งจริงหรือไม่ เพราะหาก “นายกฯ-ผู้นำทางความคิด” เล็งเห็นความสำคัญ ทำไมสภาปฏิรูปแห่งชาติที่มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. ไม่เห็นความสำคัญ และกำหนดเป็นภาระหน้าที่ที่ชัดเจน ในกรรมาธิการสามัญประจำสภาปฏิรูป เหมือนกับที่ให้ความสำคัญประเด็นปฏิรูปกีฬา

            อย่างไรก็ดี ในข้อสงสัยที่สอง “พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ" สมาชิก สปช. ในฐานะผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า คลี่ปมให้ฟังว่าเพราะฝ่ายทหารยังไม่ไว้ใจให้นักปฏิรูปที่มาจากการแต่งตั้งดำเนินการ และยังเชื่อมือแม่ทัพ-นายกองต่อภารกิจคลายความขัดแย้ง-สลายกลุ่มสี

            แน่นอนว่า การไร้ปรองดองของชนในชาติต้องคลี่คลาย เพื่อไม่ให้ประชาชนตกเป็นเครื่องมือของพรรค-นักการเมืองในเกมแย่งชิงอำนาจอีก แต่ทางที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ ต้องไม่ใช่แค่หยั่งกระแส นั่นหมายถึงการสร้างเจตนาร่วมลดขัดแย้งเท่านั้น ถึงจะสำเร็จ

.......................................
(หมายเหตุ  : หยั่งกระแสปรองดอง  : ขยายปมร้อน โดยขนิษฐา เทพจร)