
เร่งกางแผนจัดการน้ำ
เร่งกางแผนจัดการน้ำ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 7 พฤศจิกายน 2557
ยังคงมีกระแสข่าวอยู่ตลอดว่า โครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนมูลค่าการลงทุน 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งริเริ่มขึ้นในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพื่อหวังประโยชน์แก้ปัญหาน้ำท่วม แล้งน้ำอย่างบูรณาการและยั่งยืนในทุกลุ่มน้ำทั่วประเทศ โดยเฉพาะการก่อสร้างในโมดูลเอ 5 ที่มีโครงการทางผันน้ำหรือฟลัดเวย์ จาก จ.กำแพงเพชร ระบายน้ำเหนือลงทะเลอ่าวไทยที่ จ.สมุทรสงคราม ได้ดำเนินการอย่างเงียบๆ มาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางเสียงคัดค้านของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ หลายจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ปลายน้ำอย่างเช่น กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม ซึ่งในท่ามกลางความเคลือบแคลงดังกล่าวมานี้ ก็ยังไม่มีหน่วยงานภาครัฐออกมาให้ความกระจ่างว่าทิศทางการบริหารจัดการน้ำจะเป็นเช่นไร
ข้อมูลจากเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง และเครือข่ายลุ่มน้ำแม่กลองจังหวัดราชบุรี ระบุเอาไว้ว่า เมื่อประมาณ 2 เดือนก่อนหน้านี้ กรมชลประทานได้จัดการประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการน้ำพื้นที่แม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกขึ้นที่ จ.กาญจนบุรี ซึ่งได้ว่าจ้างบริษัทเอกชน 3 แห่งให้เข้ามาศึกษาโครงการ และผลสรุปว่ามีผู้เห็นด้วยกับโครงการร้อยละ 86 ทั้งที่ประชาชนในพื้นที่ผลกระทบส่วนใหญ่ไม่ทราบเรื่องและไม่ได้เข้าร่วมเวที แต่เมื่อเข้าไปดูในรายละเอียดจะพบว่าโครงการนี้ก็คือฟลัดเวย์ โครงการเดียวกันกับที่เคยอยู่ในโมดูลเอ 5 ของแผนการบริหารจัดการน้ำฯ ซึ่งได้ยกเลิกไปแล้ว โดยที่กรมชลประทานไม่สามารถตอบเรื่องนี้ได้ ซึ่งทางเครือข่ายได้นำเอกสารหลักฐานมอบให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ไปตรวจสอบต่อไปแล้ว
ในเวลาต่อมา เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษายกฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กรณีแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำวงเงิน 3.5 แสนล้านบาท โดยศาลเห็นว่า ยังเป็นเพียงแผนงานที่จะทำในอนาคต หลายโครงการยังเป็นแค่กรอบความคิดไม่มีความชัดเจนและยังไม่มีผลบังคับให้ปฏิบัติตาม กล่าวคือไม่ได้เวนคืนที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ และการกำหนดเขตการใช้ประโยชน์จากที่ดิน จึงไม่เข้าลักษณะที่อาจมีผลกระทบต่อประชาชน แผนของรัฐบาลจึงไม่ใช่การกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ในคำพิพากษาคดีนี้ ศาลปกครองสูงสุด ยังชี้เอาไว้ด้วยว่า ถ้าหากในอนาคตจะดำเนินโครงการตามแผนแล้ว รัฐไม่ทำประชาพิจารณ์อย่างทั่วถึง เมื่อโครงการส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขอนามัยของประชาชน ก็เป็นเรื่องที่ผู้เสียหายจะไปฟ้องศาลให้เพิกถอนเป็นรายโครงการได้
กระนั้นก็ตาม แม้ว่าศาลปกครองสูงสุดจะได้ระบุเอาไว้ชัดเจนว่าภาครัฐจะต้องรับฟังเสียงประชาชนก่อนดำเนินโครงการ หากแต่ความเงียบงันที่ดำรงอยู่นี้ ก็ยังไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่า โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านจะแฝงฝังมาในรูปแบบโครงการหรือในชื่ออื่นอีกหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างใกล้ที่สุดในช่วงนี้ จนถึงปี 2558 ประเทศไทยจะประสบภาวะแห้งแล้งอย่างรุนแรงค่อนข้างแน่นอน นั่นย่อมเป็นเวลาที่ภาครัฐจะต้องปัดฝุ่นแผนการบริหารจัดการน้ำขึ้นมาอีกครั้ง ความสงสัยของสังคมจึงพุ่งเป้าไปยังโครงการ 3.5 แสนล้านบาท ดังนั้น ความจำเป็นเร่งด่วนนับจากนี้ ก็คือภาครัฐจะต้องออกมาสร้างความกระจ่างกับทุกฝ่ายทั้งที่สนับสนุนและคัดค้าน เพราะวิกฤติสภาพแวดล้อมในปีหน้า จะต้องมีแผนแม่บทรองรับอย่างทันท่วงที



