
ย้อนรอย'การทูตปิงปอง'และสมรภูมิร่องกล้า
ย้อนรอย'การทูตปิงปอง'และสมรภูมิร่องกล้า : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา
อ่านความเห็นอันหลากหลายของผู้คนในสื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหม เดินทางไปเยือนจีน ในห้วงเวลาเดียวกันกับ "พ.ต.ท.ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์" อดีตสองนายกรัฐมนตรี ท่องเที่ยวอยู่ในจีน ด้วยความรู้สึกที่เข้าใจได้ถึงรอยแผลเป็นทางการเมือง อันยากจะลบออกได้
ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ยุคสงครามเย็น ก็จะมองทะลุถึงแก่นของปรากฏการณ์ข้างต้นนี้
สมัยโน้น โลกแบ่งเป็นฝ่ายเสรีประชาธิปไตย กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ โดยสื่อตะวันตก เรียกขานสหภาพโซเวียตว่า "หลังม่านเหล็ก" และเรียกสาธารณรัฐประชาชนจีนว่า "หลังม่านไม้ไผ่"
ยุคสงครามต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ ไทยกลายเป็นหมากตัวหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ในการปิดล้อมจีน แต่ไทยเองก็เจอปัญหา "สงครามภายใน" อันเนื่องจากการเติบใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)
รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ก็ทราบดีว่า จีนหนุนหลัง พคท. มีการลำเลียงอาวุธยุทธปัจจัยจากจีนผ่านลาวเข้าไทย
ปลายปี 2514 หลังจากที่สาธารณรัฐประชาชนจีนได้เข้าไปเป็นสมาชิกในสหประชาชาติ ไทยไม่ต้องการเป็นแค่หมากบนกระดานของสหรัฐ จึงได้เริ่มติดต่อกับจีนอย่างไม่เป็นทางการผ่านหลายช่องทาง
พรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่จัดวางยุทธศาสตร์ "การทูตสองหน้า" ก็พร้อมจะเล่นเกมการทูตระดับประชาชนกับไทย โดยส่งคำเชิญให้รัฐบาลไทยส่งคณะปิงปองไทยไปแข่งขันชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย ที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งจัดโดยสหภาพเทเบิลเทนนิสแห่งเอเชีย (เอทีทียู) ระหว่างวันที่ 2-7 กันยายน 2515
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "การทูตปิงปอง" โดยไทยได้ตัดสินใจส่งคณะนักกีฬาปิงปองไทยจำนวน 20 คน โดยมี พล.ต.ท.ชุมพล โลหะชาละ เป็นหัวหน้าคณะ และประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจการคลังและอุตสาหกรรมของคณะปฏิวัติ เป็นที่ปรึกษา (เวลานั้น จอมพลถนอม กิตติขจร ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจตัวเอง)
"ประสิทธิ์" ได้รับมอบหมายจากจอมพลถนอมให้เป็น "ทูตลับ" ไปพบกับผู้นำของจีน ซึ่งมีการประสานกันล่วงหน้า โดย วรรณไว พัธโนทัย บุตรชาย สังข์ พัธโนทัย ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของโจวเอินไหล
วันที่ 5 กันยายน 2515 ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ ได้มีโอกาสเข้าพบโจวเอินไหล นายกรัฐมนตรีจีนสมัยนั้น โดยผู้นำจีนได้แสดงท่าทีว่า ต้องการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และยินดีค้าขายกับไทย ส่วนการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตนั้น จีนมีเงื่อนไขว่า ไทยต้องตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน
ก่อนหน้าจะมีการเดินเกมการเมืองระหว่างประเทศหรือ "การทูตปิงปอง" รัฐบาลจอมพลถนอม ได้เปิดยุทธการกวาดล้างผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ในพื้นที่รอยต่อ 3 จังหวัดคือ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และ เลย
นั่นคือ "ยุทธการภูขวาง" ตั้งแต่ 31 ธันวาคม 2514-30 มีนาคม 2515 โดยกองบัญชาการทหารสูงสุด ได้กำหนดให้มีการฝึกร่วมระหว่างกองทัพบก, กองทัพอากาศ, กรมตำรวจ และอาสาสมัครรักษาดินแดน เพื่อทำลายอิทธิพลของ ผกค. ในเขตภูหินร่องกล้า
แม้จะใช้เครื่องบินของกรมการบินศูนย์สงครามพิเศษทหารเรือ และทหารอากาศ เข้าโจมตีฐานที่มั่นของ ผกค. แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากฝ่าย ผกค. ตอบโต้ด้วยปืนต่อต้านอากาศยานของจีน
เนื่องจากฐานที่มั่นภูหินร่องกล้า ตั้งอยู่กลางเทือกเขาสูงชันสลับซับซ้อน ฝ่าย ผกค.จึงได้เปรียบด้านยุทธภูมิ ทหารรัฐบาลตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ จึงถูกถล่มด้วยปืน ค.81 และจรวดอาร์พีจี สุดท้ายยุทธการภูขวางปิดฉากลง ด้วยความล้มเหลว
ผมจำได้ว่า 4-5 ปีที่แล้ว มีอดีตสหายคนหนึ่งเขียนบันทึกเรื่องราวในป่าเขา และได้เล่าถึงฉากการทำสงครามต้านการล้อมปราบปี 2515 ที่ภูหินร่องกล้า ซึ่งกำลังทหารกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.) ได้รับการสนับสนุนจาก "อาสาสมัครนักรบแดง" จากมณฑลยูนนานจำนวนหนึ่ง โดยพวกเขามีความชำนาญในการใช้อาวุธปืนต่อสู้อากาศยาน และปืน ค.81
ข้อมูลดังกล่าวนี้ เพิ่งได้รับการยืนยันจากข้อเขียนในบันทึกเล่มนั้น แต่วงในของอดีตสหายไทย มีการเล่าขานถึงเรื่อง "ทหารพรรคพี่น้อง" มานานแล้ว มันเป็นรูปธรรมแห่ง "การทูตสองหน้า" ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน
กรณีของ "บิ๊กป้อม" และสองพี่น้องชินวัตร ใต้ร่มธงแดงดาว 5 ดวง ก็คือการทูตสองหน้า ที่จีนเคยใช้กับไทยมานานแล้วนั่นเอง



