
เชื่อมั่นรธน.ไม่อัปลักษณ์
เชื่อมั่นรธน.ไม่อัปลักษณ์ : บทบรรณาธิการประจำวันที่6พ.ย.2557
หลังจากที่ได้ 36 กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จเรียบร้อยแล้ว จากนี้จะเป็นช่วงเวลาที่ทุกฝ่ายต่างจับตาดูทิศทางหรือหน้าตาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมีความสำคัญเพราะเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ มีความสัมพันธ์ต่อสิทธิขั้นพื้นฐาน ความเป็นประชาธิปไตย และการเข้าสู่อำนาจรัฐในการบริหารบ้านเมือง ขณะเดียวกันการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องเดินคู่ขนานไปกับสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ต้องจัดทำกรอบและข้อเสนอให้แก่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยต้องรวบรวมจากความคิดเห็นและข้อเสนอขององค์กร ภาคเอกชนและประชาชนทั่วประเทศ ดังนั้น การปฏิรูปและการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ยังต้องมีฝุ่นตลบอีกระยะหนึ่ง เพราะย่อมมีความเห็นต่างมากมายและต้องให้เกิดการยอมรับ มีความเป็นธรรม สร้างระบบธรรมาภิบาลทุกฝ่าย
ส่วนการวิพากษ์วิจารณ์หน้าตาของ 36 กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในลักษณะแบ่งฟากแบ่งขั้วการเมืองก็ยังมีอยู่ต่อเนื่อง แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาขอให้ทุกฝ่ายอย่าสร้างความแตกแยก พร้อมยืนยันว่ากรรมาธิการยกร่างฯ ชุดนี้ เป็นบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถจากทุกสาขาและต้องฟังข้อคิดเห็นจากทั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติและภาคประชาชน รวมถึงทุกส่วนด้วย เพื่อทำให้ลดข้อขัดแย้งในอนาคตได้และสร้างธรรมาภิบาลในระบบบริหารราชการแผ่นดินให้ได้ จะไปทำลายฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นไปไม่ได้ และเชื่อมั่นว่าจะไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นอีก ขณะเดียวกันหากพิจารณารายบุคคลที่อยู่ในกรรมาธิการยกร่างฯ ก็จะเห็นได้ว่ามีบุคคลสายกลางและนักวิชาการรุ่นใหม่ๆ เข้ามาด้วย จึงไม่น่าจะตั้งธงไปในแง่เสียหายไว้ก่อน
นอกจากนี้ ยังมีความเคลื่อนไหวของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติสายจังหวัด ที่เห็นร่วมกันว่าจะจัดเวทีรับฟังความเห็นของประชาชนต่อการแก้ไขปัญหาและการปฏิรูปประเทศ เพื่อทำข้อเสนอแนะต่อกรรมาธิการยกร่างฯ เตรียมจะทำเวทีทั้ง 77 จังหวัด เพื่อสร้างการยึดโยงกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และลดคำครหาที่ว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่รวมถึงการแก้ปัญหาของประเทศเป็นแบบบนลงล่างหรือบนหอคอยงาช้าง ส่วนการทำงานก็จะใช้กลไกของกรรมาธิการวิสามัญทั้ง 18 คณะร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเข้าไปดำเนินการ ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นสิ่งดีเป็นวิธีการเข้าตรงถึงประชาชนที่อาจแก้ข้อกังวลของหลายฝ่ายในเรื่องที่รัฐบาลให้หน่วยงานภาครัฐลงไปรับความคิดเห็น เพราะเกรงว่าจะไม่ได้รับความเห็นที่แท้จริง
ในช่วงเริ่มต้นเดินหน้าปฏิรูปและยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อมีช่องทางเปิดกว้างในหลายช่องทาง ดังนั้นทุกฝ่ายในสังคมควรเข้าร่วมและระดมข้อเสนอแนะให้มากที่สุด และควรละอคติที่มองว่าการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ฝ่ายผู้มีอำนาจมีเป้าหมายไว้แล้ว สิ่งที่กระทำอยู่เป็นเพียงพิธีกรรมเท่านั้น อีกทั้งการพูดจาที่ลดความน่าเชื่อถือของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ยังเป็นการใช้มโนคติในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น และควรที่ทุกกลุ่มจะยึดคำของนายกรัฐมนตรีที่ขอให้ลดขยะในใจของคนในสังคมเราลงให้ได้ อีกประการสำคัญกรรมาธิการยกร่างฯ ชุดนี้ ด้วยหน้าที่และความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง ย่อมต้องรับฟังเสียงส่วนใหญ่และคงไม่อาจเขียนรัฐธรรมนูญที่อัปลักษณ์ออกมาได้แน่ เพราะสังคมและคนส่วนใหญ่ก็รับไม่ได้เช่นกัน



