
กมธ.ยกร่างฯต้องรอดูที่ผลงาน
กมธ.ยกร่างฯต้องรอดูที่ผลงาน : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ
ขณะนี้เราก็ได้เห็นรายชื่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 36 คนแล้ว ซึ่งชื่อก็ไม่เหนือความคาดหมายมากนัก โดยมีชื่อของ "บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" รองประธาน สปช. นั่งควบตำแหน่งประธานกรรมาธิการยกร่างฯ อีกหนึ่งตำแหน่ง ส่วนคนที่เข้ามาในโควตาของ ครม. และ คสช.นั้น ก็เหมือนเป็นการเข้ามาอุดรอยรั่ว หรือ เติมเต็มในส่วนของโควตา สปช. และ สนช. ที่เข้ามาไม่หมด ซึ่งโดยมากเป็นนักกฎหมาย
แต่หากดูโดยรวมหลายคนอาจพอใจ หลายคนอาจไม่พอใจ บางคนตั้งข้อสังเกตว่าคนดี เด่น ดัง โดยเฉพาะในส่วนของ สปช.นั้น ตกหล่นหายไปไม่น้อย และหลายคนยังถูกมองว่าโนเนม แล้วก็คิดต่อไปว่า หากตัวบุคคลที่จะมาทำหน้าที่สถาปนิกรัฐธรรมนูญเป็นอย่างนี้จะคาดหวังอะไรกับรัฐธรรมนูญได้มากนัก บางคนยังมองหนักไปถึงขนาดว่า นี่เป็นเพียงกระบวนการสร้างความชอบธรรม เพราะพิมพ์เขียวของรัฐธรรมนูญนั้นมีอยู่แล้ว
ซ้ำยังไม่เห็นกลุ่มความคิดต่างทางการเมืองเข้ามาร่วม ยิ่งทำให้นึกถึงสภาพการยอมรับในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร
แต่บางคนก็พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการที่มีมือกฎหมายเข้ามาไม่มากนัก เพราะบางคนมองว่า การปฏิรูปที่ผ่านๆ มาของประเทศไทยนั้น ติดอยู่กับระบบ "รัฐธรรมนูญนิยม" ที่มองว่า รัฐธรรมนูญคือทุกสิ่งและนักกฎหมายเป็นผู้กำหนดทิศทางในการเดินของระบบต่างๆ ในบ้านเมืองนี้
ดังนั้นการมีมุมคิดที่ไม่ใช่นักกฎหมายหรือนักรัฐศาสตร์เข้ามาร่วมจะทำให้มุมมองต่อการเขียนรัฐธรรมนูญเปลี่ยนไป ซึ่งอาจจะเอื้อต่อการปฏิรูปได้มากกว่า ซึ่งวิธีคิดเหล่านี้ล้วนไม่มีใครผิดใครถูก
อย่างไรก็ตามตัวบุคคลนั้น ไม่สำคัญเท่าผลงานที่จะออกมา เราคงตัดสินเพียงผิวเผินไม่ได้ว่า หากได้คนแบบนี้มาแล้วรัฐธรรมนูญจะออกมาแบบไหน แม้จะพอเห็นเค้าลาง แต่ก็ไม่อาจชี้ชัดได้ทั้งหมด แค่รายชื่อเราไม่อาจจะบอกได้ว่า รัฐธรรมนูญที่ออกมาจะใช้ได้หรือใช้ไม่ได้
สิ่งที่จะเป็นตัวพิสูจน์คือ "รัฐธรรมนูญ" ที่คลอดออกมาว่าจะมีความเป็นประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหน จะเป็นเหมือนที่หลายคนตั้งข้อสงสัยว่ามีการล็อกสเปกมาแล้วแต่ต้นหรือไม่
จริงอยู่ที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวจะมีตัวแบบของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บัญญัติไว้ในมาตรา 35 ที่เขียนในทำนองว่า จะต้องกำหนดอะไรไว้บ้าง แต่นั่นก็มองได้ว่าเป็นเพียงกรอบกว้างๆ ไม่ได้บังคับว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ เช่น ให้สร้างกลไกป้องกันการทุจริตหรือควบคุมการใช้อำนาจรัฐ หรือ การให้สร้างกลไกป้องกันไม่ให้คนที่คอร์รัปชั่นหรือ ทุจริตเลือกตั้งเข้ามามีตำแหน่งทางการเมือง
ตัวแบบที่ว่าอาจถูกวิจารณ์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้หากกรรมาธิการยกร่างฯ จะสร้างกลไกที่ว่าให้มีประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือ ต้องทำให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ออกแบบให้มีอำนาจใดอำนาจหนึ่งขึ้นมาเป็นใหญ่ที่สุด เพราะมิเช่นนั้นแล้วก็จะหมายถึงการขัดต่อหลักประชาธิปไตย การแบ่งแยก และการถ่วงดุลอำนาจ
หากมีการออกแบบรัฐธรรมนูญใหม่จนถูกครหาว่าล็อกสเปก หรือเอื้อต่ออำนาจบางอย่างจนมากเกินไป แม้จะผ่านออกมาใช้ได้ แต่ก็จะไม่ได้รับการยอมรับ และก็จะไม่ใช่การปฏิรูปอย่างแท้จริงอย่างที่มุ่งหวังกันเอาไว้
กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 36 คน ต้องระลึกเสมอว่า นาทีนี้ท่านมีบทบาทอย่างยิ่งกับการวางอนาคตของประเทศไทย หน้าตาของท่านจะเป็นอย่างไรคงไม่มีใครติได้ แต่ผลงานที่ออกมานั้นจะได้รับการยอมรับหรือไม่ประวัติศาสตร์จะเป็นผู้จารึกเอาไว้เอง
.........................................
(หมายเหตุ : กมธ.ยกร่างฯ ต้องรอดูที่ผลงาน : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ)



