
สำนึกของตำรวจจราจรกับ25,000ศพต่อปี
สำนึกของตำรวจจราจรกับ 25,000 ศพต่อปี : โลกตำรวจ โดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข
แจกลูกอม มะขามป้อม ผ้าเย็น บริการนวด ไปจนถึงการแจกผ้ายันต์ที่ปลุกเสกโดยพระที่ได้รับความนิยมเชื่อถือศรัทธาในช่วงเวลาเทศกาลนับศพ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือ เทศกาลปีใหม่ ที่กำลังเคลื่อนเข้ามาอีกไม่ถึง 60 วันนี้ สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารระดับผู้นำองค์กรไปจนถึงระดับชาติว่า เป็นผู้ที่มีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีในการทำงานใหญ่และมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะก้าวพ้นปัญหาอุปสรรคนานัปการอันนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายในการลดการตาย การบาดเจ็บของประชาชนจากอุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทย ที่สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก ว่าเป็นอย่างไร? ถูกต้องตรงประเด็นแค่ไหนเพียงไร? มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด?
ความสูญเสียที่มีมูลค่ามหาศาลเช่นนี้ ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะกระทำการอย่างฉาบฉวย เฉพาะหน้า เฉพาะช่วงเทศกาล วูบวาบเปรียบเสมือนการจุดพลุแล้วก็ดับลงอย่างรวดเร็ว
เพียงแค่ตั้งคำถามว่า เต็นท์ที่ตั้งอยู่บริเวณริมถนนหรือกลางถนนก็ดี ในห้วงเวลาเทศกาลนับศพเป็นกลไกที่สนับสนุนการทำงานในการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุมากน้อยเพียงใด คุ้มค่ากับงบประมาณหรือไม่เพียงไร?
ในขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ประชาชนให้การยอมรับว่ามีความเป็นผู้นำสูง (ดังผลการสำรวจของสำนักโพลล์) เตรียมแผนจะมอบของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนนั้น ขณะนี้ยังไม่รู้ว่าของขวัญนั้นจะถูกใจประชาชนหรือไม่
แต่ของขวัญชิ้นสำคัญและมีคุณค่าอย่างมากที่ พล.อ.ประยุทธ์มอบให้ประชาชนเรียบร้อยแล้ว โดยที่ทั้งผู้มอบ ผู้รับมอบ และผู้ที่เกี่ยวข้องยังอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
นั่นคือ การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2557
ข้อ 5.4 “ป้องกันและแก้ไขปัญหาการเกิดอุบัติเหตุในการจราจร อันนำไปสู่การบาดเจ็บและเสียชีวิต โดยการร่วมมือระหว่างฝ่ายต่างๆ ในการตรวจจับเพื่อป้องกัน การรายงานและการดูแลผู้บาดเจ็บ”
จากนั้นไม่นาน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงนโยบายการบริหารราชการที่สอดคล้องกัน
ในข้อ 6 อำนวยการจัดการจราจรอย่างเป็นระบบ ทันสมัย ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
(ข้อ 6.2) ที่ว่า ดำเนินการศึกษา วิเคราะห์ วางแผนในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางการจราจรในพื้นที่อย่างเป็นระบบ
คุณค่าสูงที่เกิดขึ้นจากนโยบายที่เปรียบเสมือนของขวัญที่รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติมอบให้ประชาชนนี้ เกิดขึ้นจากนโยบายดังกล่าวเป็นนโยบายที่สะท้อนให้เห็นถึงการตระหนัก และเข้าใจปัญหาที่สำคัญของประเทศไทยในขณะนี้ได้อย่างชัดเจน
ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาปล่อยให้คนตายกลางถนนทั้งคนไทยและต่างชาติเฉลี่ยปีละกว่า 25,000 ศพ ปล่อยให้ต่างชาติรู้จักประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีความเสี่ยงในการใช้รถใช้ถนนสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก
ปล่อยให้หน่วยงานต่างๆ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวทำงานกันอย่างไร้ระบบ ไร้ทิศทาง ซ้ำซ้อน ขาดการประสานงานและบูรณาการในการทำงานอย่างมืออาชีพ และไม่มีระบบการบริหารจัดการงบประมาณในการทำงานที่มีประสิทธิภาพ
ต่างคน ต่างคิด ต่างทำ ถึงแม้จะพยายามสื่อสารว่า ใช้ระบบการทำงานแบบบูรณาการแต่หากพิจารณาเนื้อแท้ของกระบวนการทำงานจะเห็นได้ว่า ยังเป็นการทำงานในลักษณะต่างองค์กรต่างคิด ต่างทำ มีความซ้ำซ้อน ลักลั่น ในการทำงานอย่างชัดเจน
แทบไม่น่าเชื่อว่า ประเทศไทยยังไม่มีระบบการจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสถิติอุบัติเหตุทางถนน และไม่สามารถระบุสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีศูนย์อำนวยความปลอดภัยทางถนนที่อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยมากว่าทศวรรษ
และแทบไม่น่าเชื่อว่า แค่สถิติพื้นฐาน เช่น จำนวนคนตายจากอุบัติเหตุทางถนนยังเป็นข้อมูลที่เชื่อถือไม่ได้ ยังไม่ต้องคิดถึงสิ่งที่ควรจะคิด คือ สาเหตุสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในแต่ละพื้นที่มีสาเหตุมาจากอะไร เพื่อที่จะได้นำข้อมูลเหล่านั้นย้อนกลับมาให้หน่วยงานที่รับผิดชอบการทำงานในระดับพื้นที่ได้นำไปใช้ในการแก้ไข ป้องกันมิให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำจะเกิดขึ้นได้อย่างไร มาตรการเน้นหนักจึงมุ่งเน้นให้ตำรวจบังคับใช้กฎหมายกับผู้ขับขี่แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
เมื่อนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันกำหนดนโยบายที่ชัดเจนมากกว่าหลายรัฐบาลที่ผ่านมา โดยให้ทำการตรวจจับเพื่อป้องกัน การรายงานอุบัติเหตุ และผู้บัญชาตำรวจแห่งชาติได้เจาะลึกเน้นหนัก โดยมีนโยบายให้ตำรวจทำการศึกษา วิเคราะห์ วางแผนในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางการจราจรในพื้นที่อย่างเป็นระบบ
จึงนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของระบบงานที่ดีที่จะทำให้ทิศทางการทำงานของตำรวจเป็นไปอย่างถูกสาเหตุ ถูกที่ ถูกคน ถูกเวลา เกิดความคุ้มค่าในการบริหารทรัพยากรที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีอยู่อย่างจำกัดและสามารถทำให้ภารกิจของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์บรรลุเป้าหมายได้อย่างน่าภาคภูมิ นั่นคือ การป้องกันและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
ตำรวจจราจรประจำสถานีตำรวจท้องที่ต่างๆ คงจะไม่ได้มีหน้าที่เพียงอำนวยความสะดวกทางการจราจรเพื่อไม่ให้รถติดตามเมืองใหญ่แต่เพียงเท่านั้น ตำรวจจราจรและตำรวจทางหลวงคงไม่ออกมาแสดงตัวในการปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขันในการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนเฉพาะในช่วงเทศกาลนับศพเท่านั้น คงไม่ใช้วิธีการรณรงค์แจกลูกอม แจกมะขามป้อม แจกพระ แจกผ้ายันต์ ให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนนจนขาดความเป็นตำรวจมืออาชีพอีกต่อไป
โปรดติดตามตอนต่อไป...ว่า ตำรวจยุคนี้จะทำอะไร!!



