คอลัมนิสต์

มองอดีตสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ

มองอดีตสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ

04 พ.ย. 2557

มองอดีตสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร

               กรุงวอชิงตัน-ในขณะนี้จะมีอะไรดีกว่าการหวนหาอดีตสายสัมพันธ์ไทยกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอายุเก่าแก่ถึง 181 ปี เพราะมองไปข้างหน้าคงไม่มีอะไรเพิ่มเติมหรือดีขึ้น เนื่องจากทางสหรัฐอเมริกาได้วางแนวนโยบายต่อไทยเรียบร้อยแล้วว่า ถ้ายังไม่มีการเลือกตั้งหรือวันที่แน่นอน กระทรวงการต่างประเทศก็ไม่สามารถดำเนินสายสัมพันธ์ทางการทูตตามปกติได้

               ที่น่าสนใจคือนอกเหนือจากสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ประเทศอื่นๆ มีท่าทีจะยอมรับรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

               ผู้เขียนได้แวะเยี่ยนสถานทูตไทยเก่าที่ตั้งอยู่สามแยกของถนนคาโรรามา ในเมืองหลวงแห่งนี้ ได้ลงไปชั้นใต้ดินที่มีห้องประชุมที่ขบวนการเสรีไทยใช้ประชุมและตัดสินใจไม่ประกาศภาวะสงครามกับสหรัฐอเมริกา สถานทูตเป็นตึกสี่ชั้นที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างประณีตด้วยหินอัดในปี 1920 บนเสาคานนอกตึกมีตราครุฑสวยงามฝังอยู่ในเสาหินหลัก เป็นสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจมาก

               อีกหกปีจะครบรอบ 100 ปี มีการพูดคุยกันในหมู่นักการทูตไทยว่า สถานทูตเก่าแห่งนี้น่าจะนำมาใช้ทำประโยชน์อะไรได้มากกว่านี้ ขณะนี้ได้ใช้เป็นกงสุลสำหรับขอวีซ่าเข้าไทย

               ตามจริง สัมพันธ์ไทยกับสหรัฐอเมริกามีลักษณะพิเศษ เนื่องจากมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีความขลังพอสมควร แต่อย่างไรก็ตาม มิตรภาพนี้ถูกท้าทาย มีความบอบบาง ทำให้สัมพันธไมตรีไทย-สหรัฐขึ้นๆ ลงๆ ตามที่เห็นกันทุกวันนี้ เชื่อหรือไม่ ในสหรัฐอเมริกายังไม่มีสมาคมไทย-อเมริกัน ในขณะที่อินโดนีเซียและมาเลเซีย ต่างมีสมาคมมิตรภาพกับสหรัฐอเมริกา ถึงแม้ว่ามิตรภาพจะไม่เก่าแก่เท่ากับไทย

               ในยามวิกฤติ สมาคมมิตรภาพเหล่านี้เข้ามาช่วยได้คือ สามารถอธิบายสถานการณ์ในบ้านเราว่าเป็นอย่างไร บ่อยครั้งให้คนของเขาพูดเกี่ยวกับบ้านเมืองไทยเรามีความน่าเชื่อถือกว่า เรื่องแบบนี้ทหารไทยน่าจะเข้าใจได้ดีเรื่องไอโอ (ยุทธศาสตร์ข่าวสาร) แบบนี้ในยุคโซเชียลมีเดีย

               ในช่วงหนึ่งปีข้างหน้า ขณะที่ไทยกำลังปฏิรูปภายในประเทศ สัมพันธ์ไทย-สหรัฐอเมริกา คงจะอยู่ในลักษณะเป็น “เจ้าหญิงนินทา” แบบหนังฮอลลีวู้ด ต้องรอให้เจ้าชายในฝันมาจูบปากจึงจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ผู้เขียนตอนแรกคิดว่านายกรัฐมนตรีของเราจะเป็นเจ้าชายรูปหล่อคนนั้น แต่หลังจากอาทิตย์ที่ผ่านมา หมดอารมณ์ที่จะคิด

               หลังจากคุยกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐอเมริกา มีความรู้สึกไม่ดีเลยว่า ทางสหรัฐอเมริกาไม่สนใจในคุณสมบัติและความจริงใจของนายกฯ คนนี้เลย ทั้งๆ ที่ทางรัฐบาลไทยเชิดชูอยู่ทุกวัน แต่ทางกรุงวอชิงตันกลับดูคุณสมบัติอย่างอื่นแทน เช่น ดูว่าสังคมไทยยังมีเสรีภาพในการแสดงออกหรือเปล่า นักวิชาการสามารถจัดสัมมนาได้หรือเปล่า มีการฟ้องร้องเรื่องหมิ่นหรือเปล่า การมีส่วนร่วมของประชาชน

               ดัชนีเหล่านี้สำคัญมากในการประเมินความเข้าใจและขีดความสามารถของผู้นำไทย ซึ่งมีผลโดยตรงต่อสถานภาพของสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ ประเด็นเหล่านี้ผู้นำไทยต้องให้ความสนใจ ไม่เกี่ยวกับการตามก้นฝรั่ง แต่เราต้องตามเขาทันจะได้เห็นเต็มหน้า

               ขณะนี้ อินโดนีเซีย พม่า เวียดนาม เป็นประเทศวีไอพีของสหรัฐอเมริกา ในอดีตไทยเราเป็นหนึ่งในตองอู ใครๆ ก็มาจีบ ไม่มีคู่แข่งทางด้านการเมืองและยุทธศาสตร์ให้ร้อนใจ หลังสงครามเย็นและปฏิรูปในพม่าในปี 2011 ราคาค่างวดไทยตกฮวบ มหาอำนาจมีทางเลือกไม่จำเป็นต้องมาทนนิสัยการทูตแบบไทยๆ เหมือนกับในสมัยก่อน ฉะนั้นเราต้องไม่สำคัญตัวเองผิด

               ดูตัวอย่างอินโดนีเซีย ซึ่งเคยล้าหลังไทยมาตลอด มาตอนนี้โดดเด่นที่สุดในเวทีการเมืองโลก และในภูมิภาค ใครๆ ก็ชื่นชมกับผู้นำคนใหม่ ธรรมดามากๆ การพัฒนาประชาธิปไตยแบบอินโดนีเซีย ซึ่งมีปัญหาปวดหัวมากก็ยังมีคนสรรเสริญ ส่วนพม่าก็เช่นกันเคยเป็นศัตรูของสหรัฐอเมริกาถูกกีดกันทุกวิถีทาง ถึงตอนนี้กลายเป็นเพื่อนซี้พม่าราวกับเป็นคู่รัก เวียดนามก็มาแรงมาก เนื่องจากผู้นำมีนโยบายชัดเจน ทำให้ประเทศต่างๆ อยากคบค้าด้วย ยิ่งเป็นประเทศที่ไม่ค่อยนิยมประเทศจีน ยิ่งใกล้ชิดกัน

               ในระยะหนึ่งปีข้างหน้า รัฐบาลไทยควรจะต้องตระหนักคิดถึงภาพลักษณ์ไทยในเวทีนานาชาติให้มากๆ ไทยเราเสียชื่อเสียหน้ามาก แพ้ไม่ถึงหกคะแนนให้แก่กาตาร์ซึ่งประวัติสิทธิมนุษยชนเลวร้ายกว่าไทยเยอะ ในการแข่งขันเข้าเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน

               ถ้าผู้นำไทยเรายังพูดจาแบบ “กูไม่กลัวมึง” มีหวังพังประตูเดียว อย่าลืม ทั้งโลกก็ไม่กลัวไทยเช่นกัน เราได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงองค์การสหประชาชาติในอีกสองปีข้างหน้า โอกาสชนะยังมีแต่ต้องเปลี่ยนแนวความคิดและปฏิบัติ

               เราสามารถชักจูงให้ 193 ชาติในยูเอ็นโหวตให้เราเป็นสมาชิกในคณะมนตรีความมั่นคงได้ ถ้าเราปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยแบบเต็มร้อยในปีหน้านั้น จะถือเป็นการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสแบบคลาสสิกที่สุด