
ก้าวข้ามกับดักประชาธิปไตย
ก้าวข้ามกับดักประชาธิปไตย : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ สะท้อนให้เห็นเส้นทางอันยากลำบากของการปฏิรูปประเทศตามที่ได้วางแผนไว้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เป็นเรื่องยากที่จะปฏิรูปประเทศท่ามกลางความขัดแย้ง เพราะยังคงมีบางคน บางพวก มุ่งแต่จะรักษาผลประโยชน์ตนเอง ทั้งในวันนี้และในอนาคต ถ้ามัวแต่พูดถึงคำว่า สิทธิเสรีภาพ หรือประชาธิปไตย จนไร้ขีดจำกัด พล.อ.ประยุทธ์ย้ำด้วยว่า ประชาธิปไตยนั้น ถ้าสอนให้คนรู้จักแต่เพียงสิทธิ เสรีภาพ ไม่คำนึงถึงหน้าที่ ไม่รู้จักผลประโยชน์ของชาติ ก็ยังคงเป็นแบบนี้อยู่ต่อไป ไม่มีใครได้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
คำกล่าวของนายกรัฐมนตรีมีขึ้นในท่ามกลางบรรยากาศของก้าวย่างสู่การปฏิรูปประเทศในทุกๆด้าน การสรรหาคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่กำลังดำเนินควบคู่ไปใน "แผนที่การเมือง" ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ เพราะยิ่งนานหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม กลุ่มการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ได้เริ่มออกมาเคลื่อนไหว อย่างเช่น ความพยายามสร้างแรงกดดันกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาถอดถอนอดีตประธานรัฐสภาและอดีตประธานวุฒิสภา รวมไปถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี น้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งพำนักอยู่ในต่างประเทศ และกำลังมีภาพออกทางสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง โดยรวมๆ แล้ว ปรากฏการณ์เช่นนี้ ไม่น่าจะผิดไปจากคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ที่บอกกับสื่อมวลชนล่าสุดว่า เป็นกับดักประชาธิปไตย ที่สังคมไทยจะต้องก้าวข้ามไปให้ได้
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการรัฐประหารครั้งล่าสุดเมื่อกว่า 5 เดือนที่ผ่านมา เป็นที่ทราบกันดีว่าเกิดขึ้นเพราะสังคมไทยขณะนั้นเกิดการแตกแยกล้ำลึก ประชาชนแบ่งฝักฝ่ายเผชิญหน้ากันอย่างรุนแรง ไม่มีใครยอมลดราวาศอกจนหาทางออกไม่ได้ โดยที่โจทย์ใหญ่ของชาติขณะนั้นก็คือ ประเทศไทยควรจะต้องปฏิรูปครั้งใหญ่ก่อนที่หายนะจะมาเยือนในทุกๆ ด้าน เมื่อกองทัพเป็นผู้เข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ลงพร้อมกับ "คำมั่นสัญญา" ที่จะคืนความสุขให้ประชาชนในเวลาไม่ชักช้า และในขบวนการคืนความสุขดังกล่าวนี้ ก็น่าจะเป็นเป้าหมายสูงสุดของประเทศ นั่นคือการปฏิรูปเพื่อความมั่นคงยั่งยืน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม หาใช่ความสุขชั่วครู่ยามอย่างเช่น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การให้เงินชาวนา ชาวสวนยาง ฯลฯ แต่เมื่อรัฐบาลได้เข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศแบบเต็มรูปแบบ ความจริงข้อหนึ่งที่ตามมาอย่างไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ก็คือ การแสดงตัวตนของกลุ่มผลประโยชน์ และอำนาจทางการเมืองที่พวกเขากำลังมองว่าจะสูญเสียไป
ณ เวลานี้ พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งในฐานะผู้นำรัฐบาล และหัวหน้าคสช. ก็คงกระทำต่อกลุ่มการเมืองได้ไม่มากไปกว่า การขอร้องห้ามปราม ด้วยเงื่อนไขที่ พล.อ.ประยุทธ์เองก็ยอมรับว่า ไม่ต้องการให้เป็นการลิดรอนสิทธิ์ และในความเป็นจริง สภาพแวดล้อมต่างๆ โดยเฉพาะในสังคมเปิดทุกพื้นที่อย่างทุกวันนี้ ก็ไม่เอื้ออำนวยให้หันกลับไปใช้อำนาจได้โดยง่าย แม้ว่ากฎอัยการศึกยังมีผลบังคับใช้อยู่ก็ตาม ในบรรยากาศเช่นนี้ จึงย่อมต้องอาศัยความจริงใจและความอดทนของทุกฝ่ายอีกวาระหนึ่ง เพื่อให้ประเทศสามารถฟันฝ่าอุปสรรคนานาที่กำลังประดังเข้ามาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดให้ได้



