คอลัมนิสต์

ปฏิรูป...อย่าลืม‘ประชาชน’

ปฏิรูป...อย่าลืม‘ประชาชน’

03 พ.ย. 2557

ปฏิรูป...อย่าลืม‘ประชาชน’ : ขยายปมร้อน โดยจีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง

               วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน จะมีการประชุมร่วมกันเป็นครั้งที่ 2 ระหว่าง "คณะรักษาความสงบแห่งชาติ" (คสช.) และ "คณะรัฐมนตรี" (ครม.) ที่มีประธานนั่งหัวโต๊ะคนเดียวกัน คือ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ซึ่งนัดนี้ พล.อ.ประยุทธ์นัดประชุมเพื่อให้ คสช.ได้ติดตามงาน หรือ "ตรวจการบ้าน" หลังจากส่งไม้ให้ ครม.รับช่วง "คืนความสุข" เป็นเวลากว่า 2 เดือน

               วาระการประชุมร่วม คสช. และ ครม. ครั้งที่ 2 นี้ จัดวางโปรแกรมคร่าวๆ ไว้ว่า จะเริ่มประชุมในเวลา 09.00 น. และจะใช้เวลาประชุมเพียง 1 ชั่วโมง 30 นาที เท่านั้น

               วาระสำคัญที่จะเป็นวาระหลัก คือการเห็นชอบ "รายชื่อ" บุคคลที่จะไปนั่งเป็น "กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ" ในโควตา หรือสัดส่วนของ คสช.และ ครม. ที่ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 มาตรา 32 ระบุไว้ โดยระบุสัดส่วนว่า ครม. และคสช.เสนอชื่อได้ฝ่ายละ 5 คน นอกจากนี้ยังมีโควตา "ประธาน" คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตราเดียวกันระบุเอาไว้ชัดเจนว่า คสช.เป็นผู้เสนอ

               เท่ากับว่า จบประชุมร่วมในเวลาชั่วโมงครึ่งจะได้ชื่อคนไปนั่งยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับใหม่แน่ๆ 11 คน บวกกับที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เลือกไว้แล้ว 20 คน และ 5 คน ตามลำดับ ก็จะได้กรรมาธิการครบ 36 คน ตามที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวกำหนดไว้

               รายชื่อ 11 คนนี้ แม้จะยังไม่เปิดเผยชื่ออย่างเป็นทางการ แต่มีแพลมๆ ออกมาให้เห็นบ้างตามหน้าสื่อ แต่เมื่อนักข่าวลองนำชื่อคนที่มีชื่อในข่าวไปไล่สอบถามบุคคลใน คสช. และ ครม. ที่ไม่ใช่ "พล.อ.ประยุทธ์" จะไร้คำตอบว่า คนนี้คนนั้นใช่หรือไม่ เพราะพล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้ที่มีโผรายชื่อนี้อยู่ในมือ และได้ส่งรายชื่อให้ "สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี" ตรวจสอบคุณสมบัติว่าโควตาในส่วนของ ครม.มีปัญหาตรงไหนหรือไม่ตามมาตรา 34 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว

               ถ้ามองขั้นตอนต่อไปของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ เมื่อได้จำนวนครบ 36 คน จะทำให้การเกิดแม่น้ำ 5 สายของ คสช.ครบถ้วนตามที่วางไว้ คือ มี คสช.เป็นแม่น้ำสายหลัก ที่ไหลแยกสายเป็น ครม. สนช. สปช. และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
 
               รัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับใหม่ จะออกมาหน้าตาแบบไหนมีกี่มาตรา ก็ยากเกินที่จะหยั่งรู้ได้ เพราะกระบวนการร่างยังไม่ทันเริ่ม แต่ถ้ามองย้อนกลับไปที่รัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 35 ที่กำหนดว่ารัฐธรรมนูญต้องมีประเด็นต่างๆ ซึ่งกำหนดไว้แล้ว 10 ข้อ ก็อาจจะพอเห็นเค้าโครงอยู่บ้าง

               อีกสิ่งที่น่าติดตามระหว่างรอเห็นหน้าตาของรัฐธรรมนูญฉบับถาวร คือ "กระบวนการ" ในการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่ส่วนหนึ่งเป็นเนื้อหาสาระส่วนใหญ่จะมาจากข้อเสนอของ "สภาปฏิรูปแห่งชาติ" ทั้ง 11 ด้าน 

               ดังนั้น "สปช." ถือเป็นกระบวนการต้นทางแม่น้ำสายที่ชื่อว่า "รัฐธรรมนูญ" ที่มีความสำคัญไม่น้อย สิ่งที่สังคมรอดูอยู่คือ สปช.จะเซตกระบวนการ "การมีส่วนร่วมของประชาชน" และสามารถทำหน้าที่เป็นสายพานลำเลียงชุดข้อมูล ความต้องการ และข้อเสนอแนะ 11 ด้าน ที่ตกผลึก ไปจัดวางในรัฐธรรมนูญฉบบับถาวรอย่างรอบด้านทุกมิติ เป็นประโยชน์แก่สังคมโดยรวม ไม่เอื้อให้ใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

               อย่าลืมว่าที่มาของบุคคลที่นั่งดำรงตำแหน่งใน "สปช." ซึ่งเป็นต้นทางของการปฏิรูปที่นำไปสู่การแปลงเป็นรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ได้ถูกคัดเลือกจากประชาชนโดยตรง หากเป็นเพียงเกิดจากการใช้อำนาจในช่วงสถานการณ์พิเศษเซตระบบคัดเลือกคนโดย คสช.เพื่อไปสานภารกิจ ที่แน่นอนว่า สปช.ต้องยิ่งฟังเสียงประชาชนมากกว่าปกติ  เพื่อให้สังคมโดยรวมได้แน่ใจว่านี่จะไม่ใช่แค่การปิดห้องประชุมคุยกันเอง คิดอ่านมีมุมมองแค่ของตัวเอง และก็เคาะออกมติอันใดโดยปราศจากปัญหาที่สะท้อนจากประชาชนจริงๆ

               อย่างที่ "บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" รองประธาน สนช. ผู้ซึ่งมีข่าวว่าจะไปเป็น "ประธานคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ" พูดไว้ว่า ต้องทำให้การปฏิรูปเป็นของประชาชนทั้ง 67 ล้านคน ไม่ใช่แค่ของ สปช. 250 คน กับกรรมาธิการยกร่างฯ อีก 36 คน เท่านั้น

               จะมีกลไกให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ต้องติดตาม!
..................................                                                                                                                                                  

(หมายเหตุ : ปฏิรูป...อย่าลืม‘ประชาชน’ : ขยายปมร้อน โดยจีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง)