คอลัมนิสต์

ตอกย้ำขั้วการเมือง

ตอกย้ำขั้วการเมือง

31 ต.ค. 2557

ตอกย้ำขั้วการเมือง : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 31 ตุลาคม 2557

               ย่อมเป็นที่แน่นอนว่า โฟกัสทางการเมืองย่อมฉายจับไปยังการตัดสินใจของนายพลเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่แถลงข่าวแบบปัจจุบันทันด่วนว่า หลังจากรับเรื่องการถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่งจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม ฐานมีพฤติการณ์จงใจกระทำผิดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. ซึ่งปปช.และสนช.พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้สำนวนจะอ้างฐานความผิดตามรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ยกเลิกไปแล้ว แต่สำนวนถอดถอนยังอ้างการทำความผิดตาม พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช.ที่ยังคงบังคับใช้อยู่ ดังนั้น จึงสั่งบรรจุเข้าเป็นวาระการประชุมของ สนช.นัดพิเศษ ในวันที่ 12 พฤศจิกายน เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาต่อไป

               ก่อนหน้านั้น เพียงวันเดียว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกมาเปิดเผยผลการตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยพบว่า ขณะนี้มีข้าวอยู่ในคลังของรัฐบาล 18 ล้านตัน และจากการตรวจสอบเป็นข้าวที่ได้มาตรฐานประมาณกว่า 10% ข้าวคุณภาพต่ำประมาณกว่า 70 % (ประมาณ 12.6 ล้านตัน) และเป็นข้าวเสื่อมราคาและข้าวที่หายไปกว่าแสนตัน ทั้งหมดนี้ก็จะส่งข้อมูลไปให้ป.ป.ช.สอบสวนต่อไป คำแถลงของนายกรัฐมนตรีเป็นการตอกย้ำความล้มเหลวโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่ถูกรัฐประหารไปเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 อีกครั้ง นั่นย่อมเป็นความชอบธรรมอยู่แล้ว ที่พล.อ.ประยุทธ์จะต้องเร่งดำเนินการอย่างจริงจังไม่ลูบหน้าปะจมูก

               อย่างไรก็ตาม ในระยะนี้ มีภาพและข่าวการเดินสายในต่างประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พี่ชายของน.ส.ยิ่งลักษณ์ค่อนข้างถี่ อย่างน้อยที่สุดในรอบ 6 เดือนหลังรัฐประหาร น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมบุตรชายได้ขออนุญาตคสช.เดินทางไปต่างประเทศมาแล้ว 2 ครั้ง ในหลายประเทศด้วยกัน คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี เบลเยียม สหรัฐ ญี่ปุ่น และล่าสุดคือจีน โดยเหตุผลที่น.ส.ยิ่งลักษณ์อ้างว่าไปพักผ่อนทั้ง 2 ครั้งนี้ก็ล้วนแต่พบปะพี่ชายของเธอ และมีข่าวเผยแพร่ทางสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่องทั้งสิ้น ที่สำคัญก็คือ ภาพของน.ส.ยิ่งลักษณ์ และพ.ต.ท.ทักษิณที่ปรากฏออกมานั้นนำไปสู่การวิเคราะห์วิจารณ์กันในทำนองว่า ทั้งจีนและญี่ปุ่น พร้อมต้อนรับอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยทั้งสองอยู่แล้ว นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่คสช.จะปลื้มใจอะไรกับท่าทีของสองประเทศที่สนับสนุนรัฐบาลทหาร

              มองโดยรวม นอกจากจะเห็นภาพความพยายามเรียกศรัทธาคืนของพล.อ.ประยุทธ์ ด้วยการเอาจริงเอาจังจัดการกับปัญหาคอร์รัปชั่นแล้ว ในอีกฟากฝั่งหนึ่ง ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่า ประพฤติมิชอบในโครงการจำนำข้าว กับพี่ชายของเธอซึ่งรอนแรมอยู่ในต่างประเทศได้ปรากฏตัวในประเทศต่างๆ ที่เปิดบ้านต้อนรับทำนองเดียวกับคณะของพล.อ.ประยุทธ์ จึงเป็นปรากฏการณ์การเมืองที่เป็นกิจกรรมของอดีตผู้นำประเทศสองคน ผู้เป็นเงื่อนไขสำคัญอันนำไปสู่การปฏิรูป และกำลังถูกนำไปผูกติดไว้กับการตัดสินของสนช. ซึ่งไม่ว่าผลจะออกมาทางใด ย่อมยากที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้กระทบต่อศรัทธาของรัฐบาล และอาจรวมถึงการปฏิรูปการเมืองด้วย