คอลัมนิสต์

การสร้างสรรค์และสืบสานประชาธิปไตย

การสร้างสรรค์และสืบสานประชาธิปไตย

07 ก.ค. 2552

การสร้างสรรค์และสืบสานประชาธิปไตย (democratization) ถือเป็นหนึ่งในหลักวิชาทางรัฐศาสตร์ ที่แม้ว่าจะมีการพูดถึงกันอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็อาจจะยังไม่เป็นที่รับรู้จากคนนอกวงการมากนัก

การสร้างสรรค์และสืบสานประชาธิปไตย ถือเป็นประเด็นที่สำคัญในวิชาการเมืองเปรียบเทียบ (comparative politics) ซึ่งเป็นวิชาหลักของผู้ที่เรียนรัฐศาสตร์เป็นวิชาเอก

 ในขณะที่สังคมไทยนั้นอาจจะไม่รู้จักเรื่องราวของการเมืองเปรียบเทียบมากนัก เพราะสิ่งที่ร่ำเรียนกันมาแต่เด็กแต่เล็กก่อนที่จะเข้ามหาวิทยาลัยนั้นเป็นเรื่องที่อยู่ในวิชาโบราณของรัฐศาสตร์ที่ชื่อการปกครองเปรียบเทียบ (comparative governments) หรือ รัฐธรรมนูญเปรียบเทียบ (comparative constitutions)

 ในความหมายที่ว่า เราศึกษาเปรียบเทียบ "รูปแบบการปกครอง" ของประเทศต่างๆ อาทิ การพูดถึงรูปแบบการปกครองแบบรัฐสภา แบบประธานาธิบดี และแบบกึ่งประธานาธิบดี เป็นต้น

 ทั้งนี้การศึกษารูปแบบการปกครองดังกล่าวนั้นเราศึกษาหรือหาความรู้ได้จากการอ่าน "ตัวบทรัฐธรรมนูญ" ของแต่ละประเทศ เพื่อดูว่าเขามีการจัดรูปแบบการปกครองอย่างไร

 อย่างไรก็ตาม การศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบการปกครองนั้นมีประเด็นท้าทายอยู่ที่ว่า เราไม่สามารถเห็น "พฤติกรรมทางการเมือง" ที่เกิดขึ้นจริงของแต่ละสังคมได้ อาทิ ถ้าเกิดมีคนมาอ่านรัฐธรรมนูญของประเทศเราโดยไม่เคยมาอยู่ในเมืองของเรา ก็อาจจะคิดว่าประเทศไทยนั้นมีระดับการพัฒนาทางการเมืองสูงกว่าประเทศอเมริกาหรืออังกฤษ เป็นต้น

 การศึกษาการเมืองเปรียบเทียบจึงพยายามศึกษาพฤติกรรมที่เป็นจริงของแต่ละสังคม โดยศึกษาว่าทำไมแต่ละประเทศนั้นมีรูปแบบทางการเมืองที่ต่างกัน และศึกษาว่าอะไรคือเงื่อนไขที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยในแต่ละประเทศ อาทิ การมีรูปแบบของสถาบันทางการเมืองที่ไม่ผูกขาดหน้าที่ทางการเมืองอยู่ในสถาบันเดียว แต่ต้องกระจายกันทำหน้าที่ เช่น กลุ่มผลประโยชน์ หรือพรรคการเมือง (ไม่ใช่ระบบราชการทำทุกอย่างตั้งแต่เป็นฝ่ายปฏิบัติการ ถึงได้รับแต่งตั้งให้มาเป็นสภาในยุคเผด็จการ) หรือการมีวัฒนธรรมทางการเมืองในรูปลักษณะหนึ่งๆ ที่เอื้อต่อการมีประชาธิปไตย

 ต่อมาในหลักวิชาการเมืองเปรียบเทียบก็เริ่มสนใจการสร้างสรรค์และสืบสานประชาธิปไตยมากขึ้น เพราะพบว่าเราไม่สามารถเปรียบเทียบและจัดลำดับประชาธิปไตยของแต่ละประเทศได้อย่างง่ายๆ ในห้วงจังหวะเวลาเดียว เนื่องจากในบางประเทศอาจจะมีประชาธิปไตยขึ้นในช่วงหนึ่ง แต่ก็ไม่อยู่แบบยั่งยืน อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

 ในแง่นี้สิ่งที่สำคัญจึงอยู่ที่การพิจารณามิติสามด้านเพื่อให้ประชาธิปไตยมันลงหลักปักฐานในสังคม นั่นหมายถึง

 ประการแรก การเรียกร้องให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย และการตั้งต้นให้มีประชาธิปไตยนั้นเป็นเพียงจุดตั้งต้นของกระบวนการที่หาความแน่นอนได้ยากของพัฒนาการของประชาธิปไตยในสังคมหนึ่งๆ ในความหมายที่ว่า เราอาจจะชนะการเลือกตั้ง หรือลุกฮือโค่นล้มรัฐบาลเก่าที่ไม่เป็นประชาธิปไตย หรือบีบให้รัฐบาลเก่าที่ไม่เป็นประชาธิปไตยนั้นออกจากตำแหน่งได้ แต่สิ่งนั้นไม่ได้เป็นหลักประกันที่จะทำให้เราเป็นประชาธิปไตยในระยะยาว

 ประการที่สอง การทำให้ประชาธิปไตยยั่งยืน จำเป็นต้องหากติกาข้อตกลงกับคู่ขัดแย้งของเรา ว่าอย่างน้อยเราสามารถที่จะเห็นพ้องว่าเราสามารถเห็นต่างกันได้ (agree to disagree) โดยทำให้ทั้งสองฝ่ายเห็นว่าประชาธิปไตยนั้นมีกฎกติกาบางอย่างที่ควรจะยึดถือไว้ ไม่ให้หันไปใช้อำนาจนอกประชาธิปไตยมาแก้ปัญหาการเมือง

 ประการที่สาม การทำให้ประชาธิปไตยยั่งยืนนั้นจะต้องสามารถอธิบายได้ว่า (articulate) โลกหรือชุมชนประชาธิปไตยที่เราเสนอนั้นจะมีหน้าตาอย่างไร และมีเงื่อนไขอะไรบ้างที่ทุกฝ่ายจะต้องยึดถือร่วมกัน

 ดังนั้นการเรียกร้องประชาธิปไตยในความหมายของการกดดันให้รัฐบาลลาออก หรือสนับสนุนให้รัฐบาลดำรงอยู่ หรือจะเอาหรือไม่เอาผู้นำทางการเมืองสักคนนั้นจึงเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ ในกระบวนการการสร้างสรรค์และสืบสานประชาธิปไตยนั่นแหละครับ