คอลัมนิสต์

ปฏิรูปตัวเอง-อย่าให้'เสียของ'

ปฏิรูปตัวเอง-อย่าให้'เสียของ'

30 ต.ค. 2557

ปฏิรูปตัวเอง-อย่าให้'เสียของ' : บทบรรณาธิการประจำวันที่30ต.ค.2557

                 จากการที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. มีมติให้โควตาสมาชิกไปเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง 20 คนให้คัดเลือกจากคนในทั้งหมด โดยไม่เอาข้อเสนอที่ให้ดึงคนนอก 5 คนเข้าร่วมเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในส่วนของนักการเมืองที่เขียนระบายความในใจเชิงตัดพ้อว่าสิ้นหวังและวังเวงกับประชาธิปไตยกับความคับแคบทั้งหัวใจและความคิดของสมาชิก สปช. ทั้งที่ประเทศกำลังจะเดินไปสู่การสร้างประชาธิปไตยใหม่ แต่คนที่จะมาสร้างกติกาของประชาธิปไตย กลับไม่มีวิญญาณของประชาธิปไตย นอกจากนี้บางส่วนก็ได้เตือนว่าต้องคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชน และพยายามให้เกิดความคิดในแง่บวก เพราะหากเกิดความรู้สึกไม่ดีขึ้นที่สุดแล้วการปฏิรูปจะ "เสียของ" เพราะไม่เชื่อถือไม่ยอมรับ

                 ความคิดสองขั้วในเรื่องคนนอกเข้าไปนั่งในกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต่างก็มีเหตุผลในฝ่ายตัวเอง ในส่วนที่เสนอให้คนนอกได้โควตาเข้าไปเป็นกรรมาธิการนั้นก็ยกเหตุผลว่าเพื่อเปิดให้กลุ่มต่างๆนอกเหนือจากสมาชิก สปช.เข้าไปทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะกลุ่มการเมืองและกลุ่มเห็นต่างเพื่อให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมเชื่อมโยงกัน ไม่ให้เป็นการเขียนรัฐธรรมนูญเพียงจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ขณะที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยมองว่าเป็นเรื่องข้อจำกัดเรื่องเวลาที่ต้องเร่งทำงาน อีกทั้งสัดส่วนบุคคลภายนอกอาจกระทบต่อกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ สปช.ต้องรับผิดชอบ รวมถึงการให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเกรงว่าจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายปฏิรูปตามตั้งเป้าไว้ได้ ไม่สามารถแก้ปัญหาซื้อสิทธิ์ขายเสียงหรือการคอร์รัปชั่นได้

                 ขณะเดียวกัน ในเรื่องปฏิรูปประเทศไม่ได้มีเพียงความเคลื่อนไหวของ สปช.เท่านั้น แต่ภาคประชาชนหลายกลุ่มได้ขับเคลื่อนคู่ขนานไปด้วย มีทั้งเปิดเว็บไซต์เพื่อระดมความคิดเห็นและล่าสุดเครือข่ายภาคประชาชนอีกกลุ่มก็ได้ร่วมกันเปิดตัวสถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) เพื่อนำเสนอกรอบการปฏิรูปประเทศเช่นกัน ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับความหลากหลายช่วยกันเพื่อปรับเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น นอกจากนี้ กอ.รมน.ก็จะร่วมเปิดเวทีภายนอกทำงานร่วมกับ สปช.เพื่อรับฟังความเห็นคิดเห็นของประชาชนต่างจังหวัดทั่วประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในแนวทางการปฏิรูป โดยดึงองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา และองค์กรวิชาชีพต่างๆ จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนตามกรอบปฏิรูป 11 ด้าน ดำเนินการระหว่างเดือนพฤศจิกายน พฤศจิกายน 2557 ถึงเดือนมีนาคม 2558

                 ดังนั้น ขบวนการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศจะมาจากหลายด้านและหลากหลายองค์กร ที่รวบรวมข้อเสนอและความคิดเห็นเข้ามา ไม่ใช่เฉพาะ สปช. หรือกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่จะทำตามแนวทางหรือกรอบของตัวเองได้ ดังเช่นที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยพูดไว้ว่าช่องทางส่งรายละเอียดข้อเสนอปฏิรูปทำได้หลายทาง ผ่าน กอ.รมน. ศูนย์ดำรงธรรม และสำนักเลขาธิการรัฐสภา ซึ่งไม่ขัดข้องที่จะรับฟังความคิดเห็นของคนทั้งประเทศ แต่ที่สำคัญสุดที่นายกฯ ชี้ปมคือทำอย่างไรจะหาข้อสรุปได้ เพราะเพียงแค่เริ่มต้นก็มีปาอิฐมีการท้วงติงจนถึงตั้งข้อสังเกตว่าจะเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อล้างพันธุ์ฝ่ายตรงข้ามแล้ว ดูเหมือนว่าความปรองดองที่ต้องการนั้นดูท่าจะเกิดขึ้นได้ยาก คงต้องให้ทุกฝ่ายปฏิรูปตัวเองเสียก่อนจึงจะพอมีความหวัง