
สปช.ต้องเถียงกัน
สปช.ต้องเถียงกัน : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ
เห็นการประชุมสมาชิกสภาปฏิรูปที่ผ่านมาด้านหนึ่งก็ชื่นใจว่าบรรยากาศที่เป็นนั้นค่อนข้างแตกต่างจากบรรยากาศของการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวคือมีบรรยากาศแห่งการถกเถียงกันพอสมควร มิใช่ "ของสิ่งใดเจ้าว่างามต้องตามเจ้า"
เราได้เห็นกลุ่มความคิดที่ไม่เฮไหนเฮนั่น ตั้งแต่การประชุมนัดแรกเพื่อเลือกประธาน จริงอยู่ที่ตำแหน่งประธาน สปช. และรองประธาน สปช. คนที่หนึ่ง จะนอนมาแบบเอกฉันท์ ตามโผที่ออกมาเป๊ะ
แต่กับตำแหน่ง รองฯ 2 ไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อ สปช. สายจังหวัดคิดต่างออกไป และเสนอแนวคิดว่าทั้งประธาน และ รองฯ 1 ก็เป็น สปช.ที่มาจากสายกลุ่มปฏิรูป ดังนั้น รองฯ 2 ก็น่าที่จะมาจากสายจังหวัดบ้าง ว่าแล้วก็ส่ง "ประชา เตรัตน์" สปช. จาก จ.ชลบุรี เข้าแข่งกับ "ทัศนา บุญทอง"
แม้สุดท้าย "ประชา" จะไม่ได้รับเลือก แต่ก็ทำให้เห็นว่ามีคนที่สนับสนุนแนวคิดเช่นว่าอยู่ไม่น้อย เพราะอย่างน้อยเสียงที่ได้มา 88 เสียงก็เกินกว่าจำนวนของ สปช.จังหวัดที่มีอยู่..!
จนกระทั่งมาถึงการประชุมเพื่อพิจารณาว่า กรรมาธิการยกร่างในส่วนของ สปช. ที่ได้โควตามา 20 คนนั้น จะให้มีคนนอกเข้ามาร่วมด้วย 5 คนหรือไม่ เรื่องนี้ "วิป สปช." เห็นว่าควรให้มีคนนอกเพื่อความหลากหลาย แต่ สปช. บางกลุ่มกลับไม่เห็นเช่นเดียวกัน
โดยมองว่า สปช. มีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบต่อการร่างรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญยังได้กำหนดให้สัดส่วนของ สปช. เป็นเสียงข้างมากในกรรมาธิการยกร่างฯ เพื่อให้สามารถกำหนดทิศทางของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากใช้คนนอกเข้ามาเสียงของ สปช. ก็จะไม่ใช่เสียงข้างมากอีกต่อไป และร่างรัฐธรรมนูญที่ออกมาอาจจะไม่เป็นไปอย่างที่ต้องการและสุดท้ายผู้ที่ต้องรับผิดชอบก็คือ สปช. นั่นเอง
นอกจากนี้อีกเหตุผลที่ยกขึ้นมาอ้างคือ ทั้ง 250 คนที่มานี้มีความหลากหลายมากมายเพียงพอแล้วจึงไม่มีความจำเป็นต้องดึงคนนอกเข้ามา
แม้ "วิป สปช." ถึงกับลงทุนให้ "บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" ว่าที่รองประธานสภา สปช. และผู้ถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ลุกขึ้นชี้แจงโดยให้เหตุผลว่า
"เพื่อเปิดกว้างให้พรรคการเมืองที่ไม่มีตัวแทนของพรรคเข้ามามีส่วนร่วมกับการปฏิรูป ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา รวมถึงคู่ขัดแย้ง ได้แก่ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เข้ามาร่วมกับการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งนี้เพื่อไม่ต้องการให้สังคมมองว่ารัฐธรรมนูญเป็นเพียงเอกสารที่ถูกตราว่าเป็นกติกาของผู้ชนะที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน อีกทั้งเพื่อต้องการยุติความขัดแย้งที่สั่งสมมาหลายสิบปี จึงควรเปิดโอกาสให้ผู้ขัดแย้งร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ใช่ให้เข้ามาเป็นเสียงข้างมากในกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือเข้ามาครอบงำการร่างรัฐธรรมนูญ"
แต่สุดท้ายแล้ว "วิป สปช." ก็ไม่อาจะโน้มน้าวสมาชิกได้และต้องพ่ายไปด้วยคะแนนเสียง 39 ต่อ 175
แม้ข้อเท็จจริงและความเหมาะสมเรื่องการใช้ "คนนอก" ยังเป็นที่ถกเถียง และหลายคนยังตั้งข้อสังเกตว่าที่ สปช. ส่วนมากไม่ยอมรับโควตาคนนอกเพราะหวงอำนาจหรือหวังจะเข้าไปเป็นเองเพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มให้มากที่สุดหรือไม่ หรือกระทั่งการชิงตำแหน่งรองประธานก็ถูกบางคนมองว่าเป็นการสร้างอำนาจการต่อรองคล้ายกลุ่มการเมือง
แต่ความเห็นที่แตกต่างนี้เองที่จะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการถกเถียงเพื่อหาจุดลงตัวและแนวคิดที่เหมาะสมที่สุดกับการปฏิรูป นี่คือหน้าที่ของ สปช. ขอแค่อย่ายึดเฉพาะผลประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้งจนเกินไปก็เท่านั้น..!
..........................................
(หมายเหตุ : สปช. ต้องเถียงกัน : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ)



