คอลัมนิสต์

ศักดิ์ศรีในคดีเกาะเต่า

ศักดิ์ศรีในคดีเกาะเต่า

24 ต.ค. 2557

ศักดิ์ศรีในคดีเกาะเต่า : บทบรรณาธิการ วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2557

 
                         คดีฆาตกรรม นายเดวิด วิลเลียม มิลเลอร์ กับ น.ส.ฮันนา วิคตอเรีย วิทเธอริดจ์ หนุ่มสาวนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ บนหาดทรายรี ที่เกาะเต่า เมื่อวันที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งตำรวจได้จับกุมนายเวพิว หรือวิน และนายซอลิน หรือโซเรน 2 ผู้ต้องหาชาวพม่าที่ให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุและอยู่ระหว่างการฝากขังอยู่ในเรือนจำอำเภอเกาะสมุย เพื่อรอการส่งฟ้องตามกระบวนการยุติธรรม ขณะนี้ได้เกิดประเด็นขึ้นมากมาย อันนำไปสู่ความไม่น่าเชื่อถือต่อผลการสืบสวนสอบสวนที่ตำรวจส่งถึงมืออัยการ นับตั้งแต่อัยการสั่งให้สอบสวนและหาวัตถุพยานเพิ่มเติม นักสืบไซเบอร์นำเสนอข้อมูลและความเห็นแย้ง จนนำไปสู่กระแสกดดันถึงรัฐบาลอังกฤษให้แสดงเจตจำนงเข้าร่วมสังเกตการณ์ในเวลาต่อมา กระทั่งล่าสุด คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และสภาทนายความ ได้พร้อมใจกันออกมาเปิดเผยว่า ผู้ต้องหาทั้งสองถูกทำร้ายร่างกายเพื่อบีบบังคับให้สารภาพ 
 
                         ก่อนหน้านั้น รัฐบาลไทยทั้งกระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้พยายามแสดงออกให้เห็นถึงความโปร่งใสในคดี ซึ่งขณะนั้นเป็นประเด็นทางสังคมและระดับนานาชาติไปแล้ว โดยกระทรวงการต่างประเทศได้จัดให้เอกอัครราชทูตอังกฤษและพม่าประจำประเทศไทย ได้พบปะหารือกับ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และทีมงานผู้รับผิดชอบคดีโดยตรงเพื่อซักถามในประเด็นที่มีข้อสงสัย อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังกลับจากการประชุมอาเซมเมื่อวันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม ที่ผ่านมาว่า ฝ่ายไทยพร้อมให้อังกฤษส่งผู้สังเกตการณ์เข้ามา และในวันเดียวกันสำนักข่าวต่างประเทศ 2 สำนัก รายงานอ้างแหล่งข่าวตรงกันว่า ผู้นำไทยและอังกฤษตกลงร่วมกันที่จะให้เจ้าหน้าที่อังกฤษเข้ามาร่วมทำคดี ร้อนถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องแถลงปฏิเสธทำนองว่าข่าวผิด
 
                         ความสับสนอลหม่านของคดีฆาตกรรมที่เกาะเต่ายังดำเนินต่อไป แม้จนกระทั่งอัยการมีคำสั่งให้ตำรวจสอบสวนเพิ่มเติมเป็นรอบที่ 2 นั่นก็เป็นเพราะว่าคดีนี้ มีเรื่องของอธิปไตยของการดำเนินคดี เรื่องสิทธิมนุษยชน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รายได้จากการท่องเที่ยว ปัญหาทางสังคม แรงงานต่างด้าว และอิทธิพลท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้องพัวพันโยงใยจนแทบจะจับต้นชนปลายกันไม่ถูก คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ และสภาทนายความ ได้เข้ามาทำงานในหน้าที่ความรับผิดชอบ เพื่อธำรงไว้ซึ่งสิทธิมนุษยชนและสิทธิของผู้ต้องหา รัฐบาลอังกฤษและพม่า แสดงท่าทีปกปักรักษาสิทธิพลเมืองของตนอย่างเต็มกำลังเท่าที่จะไม่กระทบกระเทือนต่อความเป็นมิตรประเทศที่ดีต่อกัน
 
                         ดังกล่าวมานั้น ล้วนเป็นโจทย์หรือปมปัญหาใหญ่ของประเทศไทยตอนนี้ เพราะเรื่องราวได้พัฒนาเป็นมหากาพย์ระดับนานาชาติ จนไม่อาจจะต่อสู้ได้ด้วยการตอบโต้จากฝ่ายตำรวจในบริบทอันว่าด้วยศักดิ์ศรีของตำรวจหรือศักดิ์ศรีของประเทศ หรือสิทธิสภาพนอกอาณาเขตใดๆ เพราะถึงอย่างไรก็ต้องไม่ลืมว่า สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องสากล ที่ประเทศไทยจะต้องแสดงออกให้เห็นถึงความโปร่งใส บริสุทธิ์ยุติธรรม กรณีดังกล่าวนี้ ถ้าหากได้เริ่มต้นสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติมให้รัดกุมตามความเห็นของอัยการให้ดีที่สุด โปร่งใสที่สุด ก็น่าคลายความสงสัยไม่ไว้วางใจของนานาชาติลงได้