คอลัมนิสต์

ตำรวจจราจรกับการประณามของสังคม

ตำรวจจราจรกับการประณามของสังคม

22 ต.ค. 2557

ตำรวจจราจรกับการประณามของสังคม : โลกตำรวจ โดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข

                 ความเห็นที่แตกต่างหลากหลายเกี่ยวกับเงินรางวัลที่ผู้บริหารตำรวจจะมอบให้แก่ตำรวจในกรณีที่ตำรวจจราจรแจ้งว่าผู้ใช้รถใช้ถนนให้สินบนเพื่อให้รอดพ้นจากการถูกลงโทษตามที่กฎหมายกำหนดนั้นเป็นที่สนใจของสังคมอย่างมาก

                 “ผมเห็นด้วย เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะนี่คือการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นของสังคมไทยที่สำคัญอย่างหนึ่ง มูลนิธิเมาไม่ขับยินดีจะเพิ่มเงินรางวัลให้ด้วย” นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าวสนับสนุนแนวคิดของนายตำรวจใหญ่แห่งกองบัญชาการตำรวจนครบาล

                 ถึงแม้ว่า จะมีเสียงตั้งคำถามถึงความหวาดระแวง การจ้องจับผิด การกลั่นแกล้งด้วยเทคนิควิธีต่างๆ กันระหว่างปฏิสัมพันธ์ของตำรวจกับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนที่เกิดขึ้นในปัจจุบันว่าจะเหมาะสมกับยุทธศาสตร์นี้

                 “ถ้าเป็นช่วงอื่น อาจไม่เท่าไหร่ แต่ห้วงเวลานี้ ศรัทธาของประชาชนที่มีต่อตำรวจตกต่ำอย่างมาก ผมจึงไม่เห็นด้วยที่ตำรวจจะเปิดหน้าชนกับประชาชนไม่ว่ากรณีใดก็ตาม” หัวหน้าสถานีตำรวจพูดด้วยความกังวลว่า ถึงแม้ว่าตำรวจจะพบว่าประชาชนกระทำผิดจริงโดยให้สินบนแก่ตำรวจเพื่อให้รอดพ้นจากการลงโทษทางกฎหมาย แต่การลงโทษประชาชนที่กระทำผิดในข้อหาติดสินบนหรือคอร์รัปชั่น และสื่อสารการลงโทษนั้นผ่านสื่อสาธารณะจะส่งผลให้ภาพลักษณ์ของตำรวจเป็นไปในทางที่ไม่ดี จะมีการตั้งคำถามต่อตำรวจเพิ่มมากขึ้น พร้อมกล่าวย้ำยืนยันความเห็นว่า "เราต้องเข้าใจบริบทของสังคมวัฒนธรรมไทย เข้าใจวิถีความคิดของคนไทย และภาวะต้นทุนทางสังคมที่ต่ำของตำรวจ”

                 จากความเห็นที่แตกต่างหลากหลายดังกล่าว จึงขอตั้งคำถามชวนคิด !!

                 ประชาชนให้สินบน ตำรวจไม่รับ...ได้หรือไม่?

                 ตำรวจเรียกรับเงิน ประชาชนไม่ให้...ได้หรือไม่?

                 การที่ตำรวจและประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนต่างสมรู้ร่วมคิดกันละเมิดกฎหมายโดยร่วมสร้างวิถีคอร์รัปชั่นบนถนนควรหาทางแก้ไขหรือไม่? อย่างไร?

                 หากพิจารณาว่า ตำรวจทุกคนถูกปลูกฝังสั่งสอนให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยึดมั่นในอุดมคติตำรวจ ที่ว่า

                 เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่ กรุณาปรานีต่อประชาชน อดทนต่อความเจ็บใจ ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก ไม่มักมากในลาภผล...จึงเกิดคำถามที่ชวนคิดตามมา

                 1.เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่....ตำรวจจราจรมีหน้าที่ในการรักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเช่นเดียวกับตำรวจหน่วยอื่น คำถามที่ตามมาคือ การบังคับใช้กฎหมายจราจรของตำรวจเป็นไปเพื่อสร้างวินัยในการใช้รถใช้ถนนเพื่อให้ส่งผลต่อการขับขี่ที่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินใช่หรือไม่?...ถ้าใช่!! ความห่วงใยเอื้ออาทรของตำรวจจราจรในการนี้ถูกสื่อสารออกมาอย่างไรในขณะบังคับใช้กฎหมาย

                 2.กรุณาปรานีต่อประชาชน...ท่าทีของตำรวจจราจรในขณะบังคับ(ใช้กฎหมาย)สามารถสื่อสารให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนเห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นการบังคับใช้กฎหมายด้วยความกรุณาปรานีได้หรือไม่?

                 “ถ้าวันนั้น วันที่สายตรวจไปไล่ให้วัยรุ่น 3 คนที่ร้านอาหารที่เมาแล้วอาละวาดกลับบ้าน หากสายตรวจคิดอย่างรอบคอบด้วยความห่วงใย แทนที่จะไล่เขากลับแต่เอาตัวเขาไปพักผ่อนให้สร่างเมาก่อน....วัยรุ่น 3 คนนี้ก็อาจจะไม่ต้องเสียชีวิตจากอุบัติเหตุขับรถชนคอสะพานเพราะเขาเมา” รองผู้บังคับการตำรวจพูดโน้มน้าวใจตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชาในห้องประชุมใหญ่ ด้วยหวังว่าความกรุณาปรานีและการคิดอย่างรอบคอบ รอบด้าน จะช่วยทำให้ตำรวจจราจรทุกนายเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง

                 3.อดทนต่อความเจ็บใจ

                 “ทีตำรวจจราจรรับเงิน สังคมพากันประณามหยามเหยียด โจษขานกันว่าตำรวจรับส่วย มองแบบเหมารวมกลายเป็นตำรวจทั้งองค์กร ทั้งๆ ที่ตำรวจจราจรดีๆ ก็มีมากมาย ไม่มีใครอยากพูดเรื่องดีๆ ของตำรวจ แต่ถ้าตำรวจคนหนึ่งคนใดทำไม่ดี กลายเป็นที่สนใจ กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์” นายตำรวจพรั่งพรูความรู้สึกอัดอั้นตันใจ แต่ในที่สุดตำรวจทุกนายต่างรู้กันเป็นอย่างดีว่า หนทางที่ดีที่สุดที่จะฝ่าด่านแห่งความเข้าใจผิดของประชาชน หนทางที่จะสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นของตำรวจ มิใช่การต่อสู้ ต่อต้าน เปิดหน้าชกเพื่อเอาผิดเอาถูก เอาแพ้เอาชนะ แต่เป็นการอดทน อดทน และอดทน ต่อความเจ็บใจที่เกิดขึ้นตลอดห้วงเวลาในบริบทของการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทการปฏิบัติงานจราจร

                 4.ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก

                 ความยากลำบากในการทำงานของตำรวจจราจรนั้น มิใช่เพียงแค่การต้องทำงานอยู่ท่ามกลางความร้อน ฝุ่น เสียง ควัน และความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุบนถนน แต่เพียงเท่านั้น หากแต่ ตำรวจจราจรเป็นกลุ่มคนทำงานที่ต้องแบกภาระงานและความรับผิดชอบจำนวนมากที่นอกเหนือจากงานที่ประชาชนเห็นพวกเขาเหล่านั้นปฏิบัติหน้าที่โบกรถ กดสัญญาณไฟ เข็นรถที่เสียกลางถนนเท่านั้น ภาระงานจำนวนมากที่ดำรงอยู่ท่ามกลางวิถีวัฒนธรรมการทำงานที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรในการทำงานอย่างมาก ทั้งในส่วนของตำรวจเอง และการไม่ได้รับการสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็นในการสร้างความปลอดภัยทางถนนอย่างที่ควรจะเป็นจากหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งพวกเขาเหล่านั้นไม่สามารถละวางการปฏิบัติหน้าที่ได้ด้วยการใช้ข้ออ้างว่า "ไม่มีงบประมาณ” เฉกเช่นกับหน่วยงานอื่น ล้วนเป็นความกดดันในการทำงานทั้งสิ้น

                 “ลองไปดูได้ มีหน่วยงาน มีองค์กรไหนบ้าง ที่ทำงานทั้งๆ ที่ไม่มีงบประมาณ แทบทุกหน่วย ถ้าไม่มีงบประมาณเขาไม่ทำกันหรอก จะมีก็แต่เพียงตำรวจเท่านั้น ไม่เคยที่จะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนายสั่ง ถึงแม้ว่าจะเป็นการสั่งโดยไม่มีงบประมาณและทรัพยากรต่างๆ ในการทำงานมาให้ก็ตาม”

                 สุดท้าย...ที่สำคัญ คือ ไม่มักมากในลาภผล !! หากตำรวจทุกนายมีสติและปรับเปลี่ยนวิถีคิด วิถีการดำเนินชีวิตให้เป็นไปอย่างเรียบง่าย ติดดิน เข้าใจแก่นแท้ สาระสำคัญของชีวิต ก็อาจทำให้ตำรวจไม่ต้องว้าวุ่นกับการวิ่งเต้นเพื่อให้ได้มาซึ่งลาภ ยศ สรรเสริญ เงินทอง ที่ในที่สุดแล้วก็จะย้อนกลับมาทำร้ายคุณภาพชีวิตของตำรวจเองในที่สุด !