
นโยบายกลายเป็นผลประโยชน์
นโยบายกลายเป็นผลประโยชน์ : บทบรรณาธิการประจำวันที่22ต.ค.2557
นโยบายให้รางวัล 1 หมื่นบาท แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่สามารถจับกุมผู้ใช้รถที่ทำผิดกฎจราจรแล้วมาติดสินบน จะนำมาซึ่งความแตกแยก หวาดระแวงระหว่างประชาชนและตำรวจเพิ่มมากขึ้น ปัญหาการจราจรในปัจจุบันยังไม่สามารถแก้ไขให้เบาบางลงได้กลับยิ่งมีความซับซ้อนขึ้นทุกวัน การจับกุมผู้กระทำความผิดก็ไม่ต่อเนื่องประเภทขับปาด เบียดแซงที่คับขัน รถโดยสารจอดไม่ตรงป้าย การเบียดแทรกที่ทำให้ช่องจราจรอื่นติดขัด รถบรรทุกที่ขับเลนขวา ซึ่งมีให้เห็นเกลื่อน แม้แต่ในเมืองหลวง มีให้เห็นจนชินตา เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ทำให้นโยบายพวกนี้ประสบผลหรือจริงจังเป็นการเสริมสร้างวินัยการขับขี่ให้แก่ประชาชนที่ยิ่งนับวันยิ่งสร้างปัญหา หากปล่อยไว้จะทำให้เกิดความเคยชินจนสะสมกลายเป็นนิสัย ขณะเดียวกันตำรวจจราจรก็อาจจะนำนโยบายนี้ไปหาผลประโยชน์ได้เช่นกัน การใช้รางวัลล่อใจอาจกลายเป็นดาบสองคม
หากดูผลสำรวจความคิดเห็นจากนิด้าโพล จะพบว่า ประชาชนร้อยละ 61.79 ไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว เพราะถือว่าเป็นหน้าที่ที่ตำรวจจราจรต้องปฏิบัติแและจับกุมอยู่แล้ว ไม่ควรยึดเอารางวัลเป็นตัวตั้ง และอาจกลายเป็นช่องโหว่ให้ตำรวจบางนายหากินเพราะข้อหาติดสินบนเจ้าพนักงานมีโทษจำคุก หากตำรวจเกิดไปเรียกรับผลประโยชน์เพื่อให้ปล่อยตัวจะกลายเป็นว่า แปลงนโยบายเป็นผลประโยชน์ส่วนตัว เพราะเงินรางวัลสูงถึง 1 หมื่นบาท เป็นตัวตั้งอยู่แล้ว หากมีการเรียกรับเงินชาวบ้านจะต้องจ่ายเท่าไร การกลั่นแกล้งกันอาจขยายตัวบานปลายไปได้ ความเห็นประชาชนคิดว่าน่าจะปล่อยให้เป็นไปตามกฎหมายผิดก็ว่าตามผิดตามหลักฐาน แต่ผลการสำรวจก็ยังมีคนเห็นด้วยร้อยละ 33.97 ที่อาจจะทำให้ผู้ที่ใช้รถเข็ดหลาบไม่กระทำผิดกฎจราจร หากมองมุมนี้ก็ถือว่าดีหากปฏิบัติได้และจริงจังพอ
ขณะที่นโยบายเดียวกันของสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังให้รางวัลแก่ประชาชนหากมีหลักฐานแจ้งเบาะแสจนจับได้ว่าตำรวจไปรีดไถ จะได้เงินรางวัล 1 หมื่นบาท เช่นเดียวกัน ซึ่งผลที่ตามมาคือ เมื่อเปิดช่องทางแบบนี้กับฝ่ายประชาชนด้วย จากนี้ไปจะมีการติดกล้องหรือซ่อนกล้องเพื่อจับผิดกันและกัน ในแง่ของประชาชนทั่วไปอาจจะไม่ทำ แต่มีแน่ที่ประชาชนบางส่วนจะเกิดความรู้สึกอยากตอบโต้ตำรวจ ซึ่งจะสร้างความแตกแยกระหว่างตำรวจ ซึ่งพื้นฐานควรเป็นอาชีพที่ประชาชนรักและศรัทธา ส่งผลให้เกิดความเกลียดชังกันมากขึ้น ประกอบกับที่ผ่านมามีคลิปการกระทำผิดของตำรวจจราจรมากมายในโลกโซเชียลมีเดีย แต่ไม่เห็นมีผู้บังคับบัญชาให้ความสนใจ แม้กระทั่งนโยบายนี้เกิดขึ้นก็ยังมีความเห็นไม่ตรงกันระหว่างผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ที่เห็นคล้ายๆ กับโพลล์ แต่เมื่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเห็นชอบก็จำต้องปฏิบัติตาม ถ้านโยบายนี้นำไปใช้เมื่อไรอาจเกิดความโกลาหลได้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติคงต้องรับผิดชอบด้วย นายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล สตช. จะว่าอย่างไร



