คอลัมนิสต์

1พันบาทกับชีวิตชาวนาไทย

1พันบาทกับชีวิตชาวนาไทย

21 ต.ค. 2557

1พันบาทกับชีวิตชาวนาไทย : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 21 ตุลาคม 2557


             วันที่ 20 ตุลาคม 2557 ชาวนาไทยใน 8 จังหวัดล้วนมีรอยยิ้มบ่งบอกความสุขกันถ้วนหน้า มากบ้าง น้อยบ้าง เพราะเป็นกลุ่มประชากรจำนวน 3.49 ล้านครัวเรือน กลุ่มแรกที่ได้รับเงินจากรัฐบาล โดยคำนวณจากเนื้อที่ทำกินมากบ้าง น้อยบ้าง ลดหลั่นกันไปไร่ละ 1,000 บาท อย่างมากไม่เกินรายละ 1.5 หมื่นบาท บรรยากาศที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่เมื่อหลายเดือนก่อนดูเคร่งเครียด เพราะมีปัญหาการจ่ายเงินค่าจำนำข้าวให้ชาวนา จึงกลับมาคึกคักมีชีวิตชีวา และมิตรไมตรีกันอีกครั้ง ในวันแรกของนโยบายที่จะต้องแจกจ่ายต่อไปทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าน่าจะไม่เกินเดือนพฤศจิกายน จึงเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ สำหรับความคาดหวังอย่างน้อย 2 อย่างด้วยกัน นั่นคือ 1.ชาวนาได้มีเงินจับจ่ายใช้สอย กับ 2.มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบอีกหลายหมื่นล้านบาท ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังซบเซา

             ดังกล่าวมานั้น สำหรับชาวนาแล้ว จำนวนเงินไม่ว่าจะแค่พันเดียวหรือกว่าหมื่นบาทก็ตามที ย่อมมีความหมายต่อชีวิตของพวกเขาอย่างมาก อย่าง นางหอมจันทร์ ดัดวงษ์ ชาวนาแห่ง ต.ดอนโพธิ์ อ.เมือง จ.ลพบุรี ซึ่งเป็น 1 ในชาวนาจำนวน 684 ราย ที่มารับเงินช่วยเหลือเป็นรายแรกจำนวน 1.5 หมื่นบาท กล่าวกับนักข่าวด้วยความดีใจว่า ต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่มีนโยบายช่วยเหลือชาวนา เพราะทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายสำหรับทำนาไปได้บ้าง แต่ถ้าจะถามว่าเพียงพอหรือไม่ ก็ตอบได้ว่า ไม่พอแน่นอน เพราะราคาปุ๋ย ยาฆ่าแมลงแพง แต่ก็ยังดีที่ชาวนาพอมีเงินที่จะไปลงทุนทำนาเพิ่มอีก อย่างไรก็ตาม นางหอมจันทร์แสดงความห่วงใยต่อไปว่า เมื่อรัฐบาลห้ามชาวนาทำนาปรัง และชาวนาจะต้องทิ้งจากนาไปหลายเดือน เงินจำนวนที่ได้มาจึงไม่น่าจะช่วยเหลือในส่วนนี้ได้

             อย่างไรก็ตาม โดยที่รัฐบาลยืนยันหลายครั้งว่า การแจกจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาไทยครั้งนี้ไม่ใช่นโยบายประชานิยม ซึ่งก็ต้องถือเป็นเรื่องดี หากรัฐบาลจะวางเป็นกรอบนโยบายในการปฏิรูปอาชีพชาวนาไทยไปพร้อมๆ กับเม็ดเงินที่ไปใช้ทำให้ชาวนามีใช้จ่ายคล่องมือขึ้นมาอีกเล็กน้อย การปฏิรูปอาชีพชาวนาดังกล่าวนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐจะต้องแก้ไขแบบลงลึกให้ถึงรากของปัญหาชาวนาไทย ซึ่งก็คือภาระหนี้สินของชาวนา ซึ่งจากการสำรวจพบว่า ร้อยละ 78 หรือประมาณ 18 ล้านคน ต้องเผชิญกับภาระหนี้ ทั้งนอกระบบและในระบบ และมูลหนี้มีมากจนสุดความสามารถที่จะใช้คืนได้ กล่าวสำหรับหนี้ในระบบ แม้พวกเขาจะไม่ถูกข่มขู่คุกคาม หรือถูกรีดดอกเบี้ยโหดก็ตาม หากแต่การผิดนัดชำระเพราะเหตุผลเรื่องปัญหาการผลิต นานวันเข้าที่ดินก็จะถูกยึดและขายทอดตลาด กลายเป็นปัญหาชาวนาไร้ที่ทำกินหรือต้องเช่าที่ดินทำกินต่อไป เป็นความล้มเหลวของอาชีพชาวนาที่เห็นกันมาชั่วนาตาปี

             การปฏิรูปอาชีพชาวนา หรือถ้าจะพูดอีกอย่างว่า คืนความสุขให้ชาวนาไทยก็คงจะดีไม่น้อย ยังมีหนทางให้ก้าวเดินต่อไป คือ จะต้องสร้างความมั่นคงให้พวกเขาได้อยู่ในอาชีพที่มีความยั่งยืน มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีและรายได้ที่เลี้ยงชีพได้ไม่ขันสนจนต้องกลับไปเป็นหนี้อีก ระบบการผลิตที่ต้องพึ่งพิงสารเคมีราคาแพง และปัจจัยการผลิตอื่นเช่น เมล็ดพันธุ์ น้ำมันเชื้อเพลิง ปุ๋ย การขาดอำนาจต่อรองทางการตลาด ปัญหาภัยพิบัติ และปัญหาที่ดินทำกิน คือเรื่องหลักๆ ที่รอการแก้ไขเยียวยาทันที ซึ่งถ้ารัฐบาลเดินหน้า แก้ปมปัญหาเหล่านี้ แม้จะต้องใช้เวลานานอีกหลายปี แต่ก็จะเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงใจว่า พร้อมจะต่อยอดจากการแจกจ่ายเงินสู่การปฏิรูปอาชีพชาวนาในอนาคตอันใกล้นี้