คอลัมนิสต์

ระวัง"ขาลง"จะมาเร็ว

ระวัง"ขาลง"จะมาเร็ว

06 ก.ค. 2552

การบริหารบ้านเมืองของรัฐบาลยังมัวมะงุมมะงาหรากับปัญหาเรื้อรังดั้งเดิม หมุนเวียนเหมือนพายเรือในอ่าง ถ้าจะมีวิสัยทัศน์ในการแก้วิกฤติให้ชัดเจนประชาชนคนติดตามข้อมูลข่าวสารยังมองไม่เห็นวี่แวว แม้จะมีความรู้สึกว่าเศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณว่าน่าจะฟื้นตัวในไตรมาสที่

 ที่น่าห่วงคือปัญหาเงินเฟ้อติดลบ แสดงว่าอำนาจการซื้อของประชาชนมีปัญหา ขาดความเชื่อมั่นในอนาคต นอกจากรายได้ไม่เพิ่ม ยังต้องระวังว่ารายได้ปัจจุบันยังคงที่ และตัดรายจ่ายไม่จำเป็น ส่งผลให้เกิดสภาวะเงินเฟ้อและเงินฝืดในขณะเดียวกัน ส่งผลร้ายแรงต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

 ทุกวันนี้แผนโครงสร้างสำหรับเศรษฐกิจของประเทศยังไม่กำหนดชี้ชัด โดยการประเมินขีดความสามารถและทรัพยากรธรรมชาติ และทรัพยากรมนุษย์ว่าเราควรเดินหน้าไปทางไหน หลังจากการพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าไม่มีภูมิต้านทานต่อวิกฤติ ไม่ว่าจะเป็นช่วง 2540 หรือช่วงปัจจุบัน เพราะเศรษฐกิจแบบทุนนิยมโดยพัฒนาตลาดการเงิน ตลาดทุน หรือเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมจนเกินตัว พึ่งพาการนำเข้าทั้งเทคโนโลยีและอุปกรณ์วัตถุดิบ ทำให้ประเทศเหมือนอยู่ในสภาวะจำยอม ต้องรอให้ประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมฟื้นตัว มีความต้องการสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งประเทศในระดับเดียวกันกับประเทศไทยสามารถผลิตได้ด้วยค่าแรง ต้นทุนต่ำกว่า เช่น จีน  เป็นต้น โดยที่เราลืมจุดแข็งของประเทศนั่นคือความสามารถในการผลิตอาหารป้อนคนทั้งประเทศได้ และมีเหลือเฟือสำหรับการส่งออก

 สินค้าเกษตรของประเทศยังเป็นวัตถุดิบสำหรับพลังงานทางเลือก ไม่หมดไปเหมือนน้ำมันดิบหรือก๊าซธรรมชาติ ประชากรโลกเพิ่มขึ้นและมีความต้องการอาหารมากกว่าเดิมทุกวัน ขณะที่รัฐบาลไทยมีหน้าที่ทำให้ประชาชนมีอาหารรับประทานอิ่มท้องครบ 3 มื้อ ไม่ยอมให้ความอดอยาก ขาดแคลนเป็นปัญหาหลักสำหรับวิกฤติสังคมอื่นๆ เช่น อาชญากรรม สุขภาพทรุดโทรม และจิตใจไม่สมบูรณ์เพราะความกังวลเรื่องปากท้อง

 ผู้บริหารบ้านเมืองควรคำนึง พิเคราะห์ให้เห็นว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” อาศัยจุดแข็งของประเทศด้านการเกษตรเป็นการฟื้นฟูทุกด้าน ให้ประชาชนมีอาหารครบ 3 มื้อ ลดการลงทุนในโครงการใหญ่ๆ ซึ่งประเทศไร้ขีดความสามารถ ต้องสูญเสียเงินตราต่างประเทศ เช่น โครงการเหล็ก อุตสาหกรรมหนัก ซึ่งสร้างมลภาวะ ทำให้สภาพแวดล้อมเสียหาย ประเทศไม่น่าอยู่อาศัย เยาวชนของชาติไร้อนาคตเพราะสภาพแวดล้อมแบบทุนนิยม ไร้วัฒนธรรมและรากแก่น ทำให้สังคมไทยเป็นเหมือนสภาพสังคมไร้ราก ลืมประวัติศาสตร์ และมรดกของแผ่นดินตัวเอง ทำให้การล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติเป็นไปอย่างไร้สติ ขาดจิตสำนึกว่าต้องหวงแหนไว้สำหรับชนรุ่นต่อไป

 น่าเสียดายที่รัฐบาล มีรัฐมนตรีพร้อมด้วยการศึกษา รอบรู้ แต่ไม่ได้เคยสัมผัสว่าสังคมแท้จริงนั้นมาจากพื้นฐานการเกษตร การศึกษาจากต่างประเทศ ไร้ประสบการณ์ในการรับรู้สัมผัสกับชีวิตชนบท ทำให้ประเทศไทยวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจนำไปสู่ความล้มเหลว เพราะนักวิชาการมีการศึกษาจากต่างประเทศ ทำให้สังคมเมืองตัดขาดจากภาคชนบท ภาคเกษตรจึงเหมือนเป็นข้าทาส ผลิตอาหารป้อนให้คนในเมืองด้วยสินค้าราคาถูก โดนกดขี่มาหลายชั่วอายุคน หากยังไม่ปรับเปลี่ยนแนวคิด อนาคตของบ้านเมืองน่าจะเสี่ยงต่อความเสื่อมโทรมถึงขั้นหายนะเพราะปัญหาหนี้สิน