คอลัมนิสต์

ทลายขุมทรัพย์‘ส่วยร้านเหล้า’รอบสถานศึกษา

ทลายขุมทรัพย์‘ส่วยร้านเหล้า’รอบสถานศึกษา

20 ต.ค. 2557

ทลายขุมทรัพย์ ‘ส่วยร้านเหล้า’รอบสถานศึกษา : ขยายปมร้อน โดยจีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง สำนักข่าวเนชั่น

            ควันหลงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคารที่ 14 ตุลาคม ที่ผ่านมา น่าสนใจในมติด้านสังคมที่ "ครม. เห็นชอบร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้ "บารากู่" และ "บารากู่ไฟฟ้า" หรือบุหรี่ไฟฟ้า เป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ...."

              ลำดับขั้นตอนจากนี้กระทรวงพาณิชย์จะมีอำนาจในการ "ห้ามนำเข้า" อย่างเป็นทางการ ซึ่งที่ประชุม ครม.ให้เหตุผลว่า เนื่องจากมีการเผยแพร่โฆษณาและขายบารากู่และบุหรี่ไฟฟ้ากันในอินเทอร์เน็ตและตลาดนัดอย่างแพร่หลาย และมีรูปแบบแปลกใหม่ชักชวนให้เยาวชนทดลอง

              ในช่วงหนึ่งของการพิจารณาวาระนี้ในห้องประชุม ครม. "บิ๊กตู่" ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการด้วยวาจาโยงเรื่องบารากู่ไปถึงประเด็นของ "เหล้าปั่น" ที่มีการเปิดร้านจำหน่ายอย่างโจ๋งครึ่มรอบรั้ว "มหาวิทยาลัย" และสถาบันการศึกษาต่างๆ อย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายและไม่เกรงใจเจ้าหน้าที่ ให้เยาวชนเข้าถึงอย่างง่ายดาย อันเป็นที่มาของการเพิ่มจำนวนนักดื่มหน้าใหม่เพิ่มขึ้นทุกวี่วัน ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาสังคมมากมาย

              นายกฯ ยังสั่งการให้ทั้ง "ตำรวจ" และ "ทหาร" ประสานงานร่วมกันลงไปตรวจตราและบังคับใช้กฎหมายเอาจริงเอาจังกับร้านขายเหล้าปั่นรอบมหาวิทยาลัยอีกด้วย

              แต่ประเด็นที่น่าสนใจจากข้อสั่งการด้วยวาจานี้ เป็นเรื่องที่ภาคประชาสังคม โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นเครือเยาวชนรณรงค์ต่อต้านเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เคลื่อนไหวรณรงค์จี้ให้รัฐบาลหลายยุคเอาจริงสักที เพราะโดยเฉพาะรัฐบาลนับตั้งแต่ช่วงหลังปี พ.ศ.2551 ที่มีกฎหมายที่ให้อำนาจดำเนินการอยู่แล้วในมือ คือ "พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551" ที่รอเพียง "พนักงานเจ้าหน้าที่" ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีตามพระราชบัญญัตินำไปบังคับใช้อย่างเด็ดขาดเท่านั้นเอง

              แต่ภาพที่ปรากฏคือ ที่ผ่านมานับตั้งแต่บังคับใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ ยังไม่เห็นความเด็ดขาดหรืองานปราบปรามที่เป็นรูปธรรมชัดเจน จึงจะเห็นภาพกลุ่มเครือข่ายเยาวชนกลุ่มเดิมๆ ที่ขยายเครือข่ายไปทั่วประเทศออกมาชุมนุมรณรงค์ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล หรือสถานที่สำคัญๆ อยู่บ่อยครั้ง เพื่อส่งสัญญาณถึงผู้ใหญ่ที่มีอำนาจในบ้านเมือง เหมือนฉายหนังเนื้อเรื่องเดิมๆ คือ เรียกร้องให้ "คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ" ที่มีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานโดยตำแหน่ง ให้ความสำคัญกับปัญหาและสั่งการลงไปให้เด็ดขาด

              ถ้าว่าไปตามความเป็นจริงในสังคมที่ปรากฏแล้ว ร้านเหล้า ร้านเหล้าปั่น หรือร้านอาหารที่ขออนุญาตจำหน่ายอาหาร แต่กลับลักลอบแอบขายเหล้าด้วย มีให้เห็นจริงจำนวนไม่น้อยรอบมหาวิทยาลัยและสถานศึกษา เปิดขายตั้งแต่ด้านหน้ายันหลังมหาวิทยาลัย แต่ไม่เคยมีใครทำอะไรได้ จนร้านเหล้าเหล่านี้กลายเป็นแหล่งขุมทรัพย์ที่สร้างกำไรและล่อใจให้เปิดกิจการด้านนี้ อีกทั้งยังเหมือนกับมีพนักงานเจ้าหน้าที่เข้ามารู้เห็นเป็นใจ สองฝ่ายจึงอยู่ร่วมกันได้ โดยมีคำว่า "ส่วย" เข้ามาเกี่ยวข้อง

              ถ้าเมื่อไรมีการเอาจริงเอาจังทลายขุมทรัพย์จุดนี้ได้ ทั้งปัญหาสังคม ปัญหาเยาวชน และปัญหาการคอร์รัปชั่น ก็จะเบาบางลดลงได้ไม่น้อย

              เพราะที่ผ่านมา เมื่อใดที่ "หัวไม่ส่าย หางก็จะไม่เคยกระดิก" แต่ครั้งนี้ "พล.อ.ประยุทธ์" ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ส่งสัญญาณชัดขนาดนี้ สั่งการกลางวงประชุม ครม.แบบนี้ ก็ชัดเจนแล้วว่า ส่วนหัวเริ่มส่ายแล้ว ส่วนหางจะว่าอย่างไรก็ต้องติดตาม

              ที่สำคัญคือ จะมีการเอาจริงเอาจังไปได้นานแค่ไหน หรือจะมี "เชือดไก่ให้ลิงดู" หรือไม่ ต้องคอยดู!

.............................................

(หมายเหตุ : ทลายขุมทรัพย์ ‘ส่วยร้านเหล้า’รอบสถานศึกษา : ขยายปมร้อน โดยจีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง สำนักข่าวเนชั่น)