คอลัมนิสต์

รัฐประหาร14ตุลา?

รัฐประหาร14ตุลา?

16 ต.ค. 2557

รัฐประหาร14ตุลา? : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

              ประวัติศาสตร์ 14 ตุลา มิได้มีแต่ด้านขบวนการนักศึกษา หากแต่มีหลายด้าน ที่หลายคนมองข้ามหรือพยายามไม่พูดถึง

              หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 "จอมพลถนอม-จอมพลประภาส" ลี้ภัยไปอยู่ต่างแดน เวลาเดียวกันนั้นก็เกิด "ศูนย์อำนาจใหม่" ประกอบด้วย พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ผู้บัญชาการทหารบก, พล.ต.อ.ประเสริฐ รุจิรวงศ์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ และ พล.ต.อ.ประจวบ สุนทรางกูร อธิบดีกรมตำรวจ (ยุคหลัง 14 ต.ค.)

              พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา เป็นขุนศึกอยู่ในสายเดียวกันกับ "จอมพลถนอม-จอมพลประภาส" ที่ถูกวางตัวให้สืบทอดอำนาจจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

              แต่ พล.อ.กฤษณ์ เป็นรองผู้บัญชาการทหารบก มาตั้งแต่ปี 2509 จนถึงเดือนตุลาคม 2516 จึงได้เป็น "ผู้บัญชาการทหารบก" นั่นหมายความว่า เขาเป็นรองผู้บัญชาการทหารบกยาวนานถึง 7 ปี

              เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะการผูกขาดอำนาจของจอมพลถนอม กิตติขจร ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด และจอมพลประภาส จารุเสถียร ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ทำให้นายทหารคนอื่นหมดโอกาสขยับ

              ด้วยเหตุนี้ ฝ่ายผู้สูญเสียอำนาจ จึงปักใจว่า "กฤษณ์-ประเสริฐ-ประจวบ" รวมหัวกันยึดอำนาจ โดยอาศัยสถานการณ์การเรียกร้องรัฐธรรมนูญของนักเรียน-นักศึกษา เป็นเงื่อนไข กดดันให้ "จอมพลถนอม" ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

              พล.ต.อ.วิฑูรย์ ยะสวัสดิ์ หรือ "พล.ท.วิฑูรย์" ที่มีชื่อรหัสว่า "เทพ 333" ผู้นำกองกำลังทหารเสือพราน ก็เป็นตัวละครอันสำคัญในปฏิบัติการยึดอำนาจเงียบ

              ผลพวงจากเหตุการณ์ 14 ตุลา พล.ต.อ.วิฑูรย์ ได้กลับมารับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ ซึ่งมี พล.ต.อ.ประจวบ สุนทรางกูร เป็นอธิบดีกรมตำรวจ

              ฉะนั้นศูนย์อำนาจใหม่หลังวันมหาวิปโยค "กฤษณ์-ประเสริฐ-ประจวบ-วิฑูรย์" จึงเป็นขุมกำลังค้ำยันรัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์

              พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ผบ.ทบ. ในฐานะผู้กำกับการแสดง มีคอนเนกชั่นทั้งในกลุ่มการเมืองปีกขวา และปีกซ้าย ได้ให้การสนับสนุน "นักการเมือง" หลายกลุ่มตั้งพรรคการเมือง

              สมรภูมิเลือกตั้ง 2518 พล.อ.กฤษณ์ หนุนช่วยพรรคธรรมสังคม ของทวิช กลิ่นประทุม และพรรคสังคมชาตินิยม ของประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ อันเป็นเสมือนตัวแทนของกลุ่มอำนาจทหาร พ.ศ.นั้น

              นอกจากนั้น พล.อ.กฤษณ์ และ พล.ต.อ.ประเสริฐ ยังคบหาสมาคมกับ ไขแสง สุกใส และผู้นำนักศึกษาหลายคน ที่เป็นแกนนำพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย

              เลือกตั้งต้นปี 2518 ผ่านไป พล.อ.กฤษณ์ มอบให้ ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ หัวหน้าพรรคสังคมชาตินิยมรวบรวมเสียงพรรคเล็กพรรคน้อย ตั้งเป็น "กลุ่มร่วมชาติ" เตรียมจัดตั้งรัฐบาล

              พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ยอมเป็นฝ่ายค้าน ดันตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ก็ถูก ส.ส.กลุ่มร่วมชาติ จับมือพรรคชาติไทย โหวตไม่รับรองการแถลงนโยบายของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช

              เมื่อล้มรัฐบาลเสนีย์ได้ พล.อ.กฤษณ์ ตัดสินใจเลือก "หม่อมคึกฤทธิ์" หัวหน้าพรรคกิจสังคม เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีเสียงสนับสนุนจากกลุ่มร่วมชาติ (11 พรรค) และพรรคชาติไทย

              หลังเกษียณอายุราชการ 30 กันยายน 2518 พล.อ.กฤษณ์ เดินเกม "ล้มคึกฤทธิ์" โดยอาศัยพรรคสังคมชาตินิยม ของประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ และพรรคธรรมสังคม ของ พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ เป็นแกนหลักในการประสานงานร่วมกับพรรคเล็กพรรคน้อย

              ขณะที่ พล.อ.กฤษณ์ กำลังฟอร์มรัฐบาลใหม่ ที่มีพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย พรรคแนวร่วมสังคมนิยม และพรรคพลังใหม่เข้าร่วมด้วย หม่อมคึกฤทธิ์ชิงประกาศยุบสภา หักหลังฝ่าย พล.อ.กฤษณ์

              การเลือกตั้งปี 2519 พล.อ.กฤษณ์ หันมาสนับสนุนประชาธิปัตย์ สะกัดหม่อมคึกฤทธิ์ จนประสบความสำเร็จ

              ปลายเดือนเมษายน 2519 "พล.อ.กฤษณ์" ถึงแก่กรรมอย่างมีเงื่อนงำ หลังจากที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีกลาโหมในรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช

              ความตายของ พล.อ.กฤษณ์ ยังคงทำให้ความลับเดือนตุลาเป็น "ความลับ" ต่อไป