
เปิดใจ-ให้พื้นที่ปฏิรูปประเทศ
เปิดใจ-ให้พื้นที่ปฏิรูปประเทศ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 16 ต.ค.2557
ประเทศไทยในช่วงนี้กำลังเข้าสู่โหมด "ปฏิรูปประเทศ" ซึ่งได้คัดเลือก 250 สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. เป็นที่เรียบร้อยจากจำนวนบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อกว่า 7 พันคน แม้ที่ผ่านมาอาจถูกจับตาถึงเรื่องการล็อกสเปกและการวิพากษ์วิจารณ์ว่าจำนวนบุคคลที่ได้รับคัดเลือกไม่มีกลุ่มฝ่ายตรงข้ามหรือขาดสีนั้นสีนี้ มีน้อยรายที่หลุดเข้าไปเป็นสมาชิก สปช.ได้ แต่ข้อสำคัญประการหนึ่งคือการเข้ามาทำหน้าที่ปฏิรูปประเทศครั้งนี้ ต้องมองให้ผ่านความขัดแย้ง โดยนำเอาบทเรียนในอดีตมาเป็นตัวตั้ง นำมาซึ่งการแสวงหาแนวทางที่จะสร้างความปรองดองและก่อให้เกิดทิศทางตลอดจนกรอบกติกาที่จะนำพาประเทศเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งอาจจะมากกว่า 11 ด้านตามที่กำหนดไว้ด้วยซ้ำ อยู่ที่ว่าจะไปจัดหมวดหมู่และจัดลำดับความสำคัญอย่างไร
ดังนั้น ในช่วงเวลาจากนี้ย่อมมีความสำคัญต่อการแสดงความคิดเห็นหรือนำเสนอกรอบแนวความคิดในการปฏิรูปด้านต่างๆ เพื่อส่งสารให้สาธารณชนหรือสังคมได้รับทราบ เพื่อร่วมกันพิจารณาไตร่ตรอง เนื่องจากการปฏิรูปย่อมต้องรับฟังความเห็นอย่างรอบด้านปราศจากอคติหรือมีธงตั้งไว้ และรับฟังเสียงสะท้อนจากทุกฝ่ายที่เป็นองค์ประกอบสังคมเพื่อตกผลึกร่วมกันและยอมรับในทิศทางเดียวกัน สภาวการณ์ของการถกเถียงหรือเห็นต่างก็ย่อมถือเป็นเรื่องปกติของสังคม เพราะคงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ทุกคนเห็นเหมือนกัน แต่อยู่ที่ว่าข้อถกเถียงนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานการสร้างสรรค์ไม่ใช่การชวนทะเลาะวิวาทหรือคิดเอาชนะหรือปลุกระดมออกมาสู้กับฝ่ายที่เห็นต่าง จึงอยู่ที่จะดูแลอย่างไรให้การให้ข้อคิดเห็นเป็นไปในทางสร้างสรรค์และสันติวิธีที่ดี
การที่ สปช.กำลังเข้ามาดำเนินการเรื่องปฏิรูป ถือเป็นหน้าที่หลักขององค์กรพิเศษที่จัดตั้งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันทั้งรัฐบาลและ คสช.ควรมีพื้นที่เปิดให้กลุ่มอื่นๆ ในสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งหากเกรงว่าจะเกิดความวุ่นวายหรือกลายเป็นเกมการเมืองที่แฝงการยั่วยุปลุกปั่น ก็น่าจะคิดหาหนทางให้มีช่องที่กลุ่มต่างๆจะสะท้อนความคิดเห็นได้ด้วย ไม่เช่นนั้นการยอมรับอาจไม่เกิดขึ้น ตอนนี้มีภาคประชาชนบางกลุ่มเริ่มใช้โลกโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องปฏิรูป เรียกว่าทำคู่ขนานกับ สปช. ถือเป็นเรื่องดีที่ทุกภาคส่วนตื่นตัวและร่วมกันระดมความคิดเห็น รวมถึงที่น่าจะเข้ามามีส่วนร่วมคือกลุ่มสถาบันการศึกษาและนักวิชาการ ที่ควรจัดทำเวทีสัมมนาโดยรวบรวมข้อเสนอเข้ามาเพื่อให้เกิดความหลากหลายให้มากที่สุดเท่าที่เวลาจะทำได้
สิ่งสำคัญประการหนึ่งในห้วงจากนี้ไป คือท่าทีของรัฐบาลและ คสช. ต้องเปิดใจกว้างให้ทุกส่วนสามารถพูดจาเสนอแนะในเรื่องปฏิรูปประเทศได้ และควรเปิดพื้นที่ให้ระดมความคิดเพื่อเกิดข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อชาติ แม้ว่าจะอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก เพราะเชื่อโดยพื้นฐานว่าทุกฝ่ายต่างปรารถนาดีต่อชาติและต้องการเดินหน้าให้การปฏิรูปประสบผลสำเร็จ ดังนั้นในยามนี้ที่ต้องการให้ทุกฝ่ายช่วยกันวางแนวทางที่ดีต่อประเทศกว่าอดีตที่ผ่านมา ยิ่งต้องใจกว้าง-เปิดพื้นที่ให้เสียงทุกเสียงมีความสำคัญเสมอภาคเท่าเทียมกัน ไม่เช่นนั้นเท่ากับว่าความพยายามทุ่มเทและเปิดโอกาสให้ประเทศนั้นสูญเสียไปอย่างน่าเสียดาย และอีกประการทุกฝ่ายต้องช่วยกันละทิฐิอคติเพื่อนำพาประเทศไปให้ได้



