
ปฏิรูปต้องคิดทั้งระบบ
ปฏิรูปต้องคิดทั้งระบบ : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ
สัปดาห์หน้าสภาปฏิรูปแห่งชาติจะเปิดประชุมขึ้นแล้ว และจากนั้นอีกไม่เกิน 15 วันก็จะมีการตั้งกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา เพื่อออกแบบโครงสร้างทางอำนาจใหม่ หลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ถูกฉีกทิ้งไปโดยการรัฐประหาร
การร่างกฎหมายสูงสุดในครั้งนี้ เกิดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ "ปฏิรูป" และหลายคนเข้าใจว่าการออกแบบครั้งนี้จะทำให้โฉมหน้าของสังคมไทยเปลี่ยนไป อย่างน้อยก็มีบางคนหวังว่าถ้าทุกอย่างแล้วเสร็จเราจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ และก็คงไม่เห็นการประท้วงที่รุนแรงตามท้องถนนอีก
แต่คำถามคือ เป็นไปได้ไหม เพราะการปฏิรูปครั้งนี้ถูกตั้งคำถามว่า จริงๆ แล้วเป็นการปฏิรูปหรือไม่ หรือคนที่ทำเข้าใจคำว่า "ปฏิรูป" แค่ไหน
ไม่แปลกที่จากนี้เราจะเห็นข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูปในหลายๆ อย่าง และผลตอบรับที่จะได้ออกมานั้นก็เป็นได้ทั้งดอกไม้และก้อนอิฐ แต่คำถามคือมีใครบ้างหรือไม่ที่กำลังพยายามออกแบบให้เชื่อมโยงสอดคล้องกันทั้งระบบ มิใช่เพียงการตัดตอนในเฉพาะประเด็นที่ต้องการ
ถึงวันนี้ข้อเสนอหลายๆ อย่างดูน่าสนใจและยังคงกระจัดกระจายเช่น ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะมาอย่างไร บางคนบอกให้เลือกโดยตรง บางคนบอกให้เลือกแบบที่ผ่านๆ มา คือให้ ส.ส.เป็นคนเลือก และบางคนหลุดโลกถึงขนาดให้มีคณะผู้เลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งแน่นอนว่าข้อเสนอนายกฯ คนนอกย่อมรวมอยู่ในส่วนนี้ด้วย
ที่น่าสนใจคือจะมีการออกแบบระบบอื่นให้สอดคล้องหรือไม่ เช่นการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรงอาจมีข้อดีคือทำให้ผู้ที่เป็นนายกรัฐมนตรีเหมือนได้รับฉันทานุมัติ และมีแรงสนับสนุนจากประชาชนโดยมากในการดำเนินการต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันย่อมมีข้อด้อย เช่นหากนายกฯ กับเสียงข้างมากในสภาเป็นคนละพรรค การบริหารงานก็จะยากขึ้น ดังนั้นจึงต้องมีการวางระบบรองรับเพื่อไม่ให้งานสะดุด
นอกจากนี้ ต้องคุยกันด้วยว่าอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่จะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงควรมีขนาดไหน ควรมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในทุกกระบวนการหรือไม่ หรือควรจะถูกจำกัดอำนาจไว้เพียงใด
เช่นเดียวกับ นายกฯ ที่มาจากคนนอก ที่อาจจะไม่ต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา เขาจะต้องมีข้อจำกัดอะไรหรือไม่ หรือถูกตรวจสอบได้โดยกระบวนการใดบ้าง เรื่องเหล่านี้ เป็นประเด็นที่ควรถกเถียงกันให้จบสิ้นกระบวนความก่อนที่จะเขียนออกมาเป็นตัวหนังสือในรัฐธรรมนูญ
หรือกระทั่งระบบรัฐสภาที่ว่าควรเป็นสภาเดี่ยวหรือสภาคู่ หากเราจะต้องมีวุฒิสภาต่อไปเราไม่ควรหยุดคิดแค่ว่าที่มาของวุฒิสภาควรมาจากไหน จากเลือกตั้ง หรือจากการแต่งตั้งเท่านั้น แต่ต้องคิดถึงอำนาจหน้าที่ต่อไปด้วยว่า จริงๆ แล้ว วุฒิสภาควรมีอำนาจอื่นนอกจากการกลั่นกรองกฎหมายหรือไม่ เช่นการแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระ หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ขณะเดียวกันต้องมองย้อนกลับมายังสภา ส.ส. ด้วยเช่นกันว่า หากไม่มีวุฒิสภาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว ส.ส.จะทำหน้าที่ถอดถอนได้หรือไม่ หรือต้องปรับโอนไปให้องค์กรอื่นเสียทั้งหมด
และหาก ส.ส.มีอำนาจหน้าที่จำกัดหรือน้อยลง จำเป็นที่จะลดจำนวน ส.ส. หรือไม่ และในทางกลับกันเมื่ออำนาจส่วนบนเล็กลงการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นจะต้องมากขึ้นหรือไม่ หรือเราจะสร้างให้ใหญ่ทั้งขาส่วนกลางและขาท้องถิ่น
สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คืออำนาจทุกส่วนในสังคมล้วนมีความสัมพันธ์กันทั้งสิ้น หากต้องการจะจัดการปัญหาบางอย่างด้วยการคิดแบบไม่พ้นตัวด้วยการแก้แค่จุดสองจุด ปัญหาที่มองเห็นจะไม่ใช่แค่ไม่ถูกแก้ หากจะยิ่งทบซ้อนมากขึ้นไปกว่าเดิมเสียอีก
--------------------------------------------------------------------------
(หมายเหตุ : ‘ปฏิรูป’ต้องคิดทั้งระบบ : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ)



