คอลัมนิสต์

สุดท้ายถนนทุกสายก็มุ่งสู่คสช.

สุดท้ายถนนทุกสายก็มุ่งสู่คสช.

14 ต.ค. 2557

สุดท้ายถนนทุกสายก็มุ่งสู่คสช. : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา

              ผลการสำรวจคะแนนนิยมของรัฐบาลที่โพลล์สำนักต่างๆ ทยอยสำรวจกันเป็นระยะๆ นั้นดูเหมือนว่า คะแนนนิยมของรัฐบาลแม้จะอยู่ในระดับสูง แต่ก็ต้องยอมรับว่า เมื่อลงมือทำแล้วยังไม่สมกับที่ประชาชนคาดหวังอย่างเต็มที่

              นั่นอาจเป็นเพราะว่า ปัญหาที่หมักหมมมาแต่แรกนั้นหยั่งรากลึกจนเกินที่จะแก้ไขได้ในเวลาเพียงแค่ไม่กี่เดือนของการเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาล คสช.

              การคาดหวังว่า เมื่อมีรัฐบาลทหารที่มีอำนาจเต็มไม้เต็มมือแล้วสารพันปัญหาจะหายวับไปกับตานั้นเป็นการคาดหวังที่ต้องเรียกว่า "เกินจริง"

              ถึงแม้ว่าทันทีที่เข้ามาบริหารประเทศของ คสช.จะปลดชนวนทำให้ชาวนาได้เงินค่าจำนำข้าว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ชาวสวนยางจะได้อานิสงส์ไปด้วย เช่นเดียวกับผู้ที่ใช้ก๊าซหุงต้มทั้งหลายที่จะต้องมีภาระในการ "จ่าย" มากขึ้น เนื่องจากนโยบายให้ราคาก๊าซตรงกับความเป็นจริง

              มีการมองว่า เรื่องอย่างนี้ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่กล้าที่จะทำ เนื่องจากยังคงต้องการเสียงโหวตจากประชาชน แต่กลับกัน รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งกลับกล้าที่จะทำ เพราะชัดเจนแต่แรกแล้วว่า ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และไม่คิดที่จะไปลงสมัครรับเลือกตั้ง

              แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกันว่า ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาด้วยวิธีการใด ก็ยังอดปลื้มใจไม่ได้ เมื่อได้เห็นผลคะแนนนิยมจากการบริหารประเทศของตนเพิ่มขึ้น

              คงต้องรอให้ครบ 6 เดือน ถึงจะเห็นหน้าเห็นหลังว่า เอาเข้าจริงแล้ว คะแนนนิยมของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร

              แต่ในระหว่างนี้การวางกรอบหรือการออกนโยบายมาใช้จะต้องเต็มไปด้วยความระมัดระวัง

              เพราะชัดเจนว่า ฝ่ายที่อยู่ตรงกันข้ามทางการเมืองนั้นยังพร้อมที่จะออกมาเคลื่อนไหว หากวันใดที่จังหวะ และเนื้อหาถูกจุดชนวนขึ้นมา

              เห็นกันอยู่ ก็ที่งานศพของ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ที่มีคนฉวยโอกาสปลุกคนเสื้อแดงให้ออกมาเคลื่อนไหว จนต้องระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไปควบคุมสถานการณ์พร้อมกับร้องขอไม่ให้แสดงออกทางการเมือง

              ถึงแม้จะเป็นจำนวนที่ไม่มากมายเหมือนเมื่อครั้งออกมาขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่ในภาวะที่ไม่ปกติ มีการบังคับใช้กฎอัยการศึก การรวมตัวกันในครั้งนี้ ก็ต้องถือว่า มีนัยสำคัญ

              แน่นอนว่า ความปรองดองนั้นยังคงเป็นความคาดหวังที่ลึกๆ แล้วยังคงมีความแตกต่าง เพียงแต่ยังไม่แตกแยกจนถึงขั้นยกกำลังเข้าทำร้ายกันเหมือนเมื่อครั้งก่อนที่ คสช.จะเข้ายึดอำนาจ

              แต่สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ก็ไม่ได้ทำให้วางใจได้ว่า วันใดที่ คสช.วางมือ ปล่อยให้กลไกปกติขับเคลื่อน ความแตกแยกจะไม่เกิดขึ้นอีก !

              การปล่อยให้กลไกรัฐออกนโยบายเองโดยที่อาจไม่มีการศึกษาถึงผลกระทบอื่นที่จะตามมาก็เป็นอีกเรื่องที่จะทำให้ คสช.ถูกตั้งคำถาม และส่งผลถึงคะแนนนิยม

              กรณีล่าสุดก็คือ การให้สินบนเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรที่ปฏิเสธรับส่วยและมีการดำเนินคดีกับประชาชนที่ให้สินบนเจ้าพนักงานนั้นก็เป็นอีกกรณีหนึ่ง

              ถึงแม้จะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ แต่ก็ส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชนโดยตรง

              มันจึงเกิดข้อกังขาที่ว่า เหตุใดตำรวจจึงต้องมีแรงจูงใจในการทำหน้าที่ของตนเองมากกว่าเงินเดือนที่ได้จากภาษีของประชาชนที่ทุกเดือนมีให้อยู่แล้ว

              เกียรติยศและศักดิ์ศรีของตำรวจจะเป็นอย่างไร ในเมื่อถูกนำไปเปรียบเทียบกันระหว่าง "ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์" กับ "นักล่ารางวัล"

              ช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมืองความรู้สึกของประชาชนที่มาชุมนุมมีต่อตำรวจที่เข้าไปควบคุมการชุมนุมก็ย่ำแย่อยู่แล้ว เมื่อมาเจอนโยบายลักษณะนี้เข้าไปอีก คงไม่ต้องบอกว่าประชาชนรู้สึกอย่างไร

              ถึงเรื่องนี้จะดูเหมือนเป็นอำนาจของตำรวจ แต่ในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และมีนโยบายที่จะสร้างความสมัครสมานสามัคคีในหมู่ประชาชน รัฐบาล คสช.ก็คงจะหลีกหนีผลกระทบตรงนี้ไปไม่ได้

              สุดท้ายก็คงต้องถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทั้งในฐานะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ว่าจะเอาอย่างไรกับนโยบายเช่นนี้