
ยุทธศาสตร์น้ำที่ยั่งยืน
ยุทธศาสตร์น้ำที่ยั่งยืน : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 14 ตุลาคม 2557
ข้อสรุปจากการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นภาคประชาชนกับหน่วยราชการ โดยคณะอนุกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการน้ำกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ที่ผ่านมา ซึ่งจะนำเสนอข้อมูลที่ได้รับต่อคณะกรรมการชุดใหญ่ในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในวันที่ 13 ตุลาคม แสดงให้เห็นปัญหาการบริหารจัดการน้ำในแต่ละพื้นที่ที่มีความแตกต่างกันออกไป อย่างเช่น ภาคเหนือเป็นเรื่องของการตัดไม้ทำลายป่าต้นน้ำลำธาร เมื่อฝนตกหนักจะเกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลันตามมา ขณะที่การสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำยังถูกต่อต้าน ทั้งเขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ที่มีมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร เป็นแกนนำในการคัดค้าน ส่วนโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น ลุ่มน้ำยม จ.อุตรดิตถ์ ก็ยังต้องเจอกับชาวสะเอียบซึ่งนับเป็นภาคประชาชนที่เข้มแข็งที่สุดแห่งหนึ่งซึ่งยืนกรานไม่เอาเขื่อน
สำหรับลุ่มน้ำในภาคกลางพบปัญหาอีกลักษณะ คือมีน้ำไม่เพียงพอสำหรับอุปโภคบริโภค เพราะต้องแย่งกันใช้ระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะบริเวณรอยต่อระหว่างแม่น้ำสะแกกรังกับแม่น้ำเจ้าพระยา แถวๆ จ.สระบุรี ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก เช่นเดียวกับ จ.พระนครศรีอยุธยา และลุ่มน้ำท่าจีน ที่เป็นเขตรอยต่อของอีกหลายจังหวัด ขณะที่ในภาคตะวันออก ซึ่งเป็นลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลก็ประสบปัญหาการบริหารจัดการน้ำระหว่างโรงงานอุตสาหกรรมกับสวนผลไม้ในพื้นที่ การจัดการน้ำในลุ่มน้ำปราจีนบุรีจึงเป็นโจทย์ยากอีกเช่นกัน เพราะลุ่มน้ำปราจีนบุรีต้องใช้น้ำปริมาณมาก ขณะที่ในพื้นที่บางปะกงซึ่งอยู่ทางตอนล่าง มีทั้งโรงงานอุตสาหกรรม และแหล่งเพาะปลูก กลับประสบกับปัญหาน้ำเค็มหนุนสูงเข้าไปลึกถึง 180 กิโลเมตร นั่นก็เพราะว่า ปริมาณน้ำจากต้นน้ำไม่เพียงพอที่จะผลักดันตามปกติของการบริหารจัดการ
กล่าวสำหรับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อเข้ารับหน้าที่ ปัญหาบริหารจัดการน้ำนับเป็นโจทย์ลำดับต้นๆ ที่รัฐบาลจะต้องเข้ามาแก้ไข ไม่เฉพาะแต่ภาพหลอนจากเหตุการณ์มหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 เท่านั้น หากแต่ในทางกลับกัน การบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดติดต่อกันมาหลายปีทำให้ปริมาณน้ำสำรองไม่เพียงพอ ดังรายงานของคณะอนุกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการน้ำทั้ง 2 กลุ่มข้างต้น ซึ่งน่าจะเป็นข้อมูลล่าสุด ที่จะทำให้คณะกรรมการชุดใหญ่สามารถตัดสินใจดำเนินการตามที่เสนอแนะมา นั่นคือ วางยุทธศาสตร์สำหรับพื้นที่ซึ่งควรจะต้องจัดเป็นแผนเร่งด่วนในปี 2558 แผนระยะสั้นปี 2559 และแผนระยะกลางถึงระยะยาว ตั้งแต่ปี 2560-2564
ปัญหาการบริหารจัดการน้ำถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในปัจจุบันที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง สภาพอากาศแปรปรวน ขณะที่ความต้องการใช้น้ำทุกภาคส่วนก็เป็นเรื่องยากที่จะขีดวงจำกัดได้ ปัญหาจึงอยู่ที่การบริหารจัดการอย่างเป็นธรรม อย่างเช่นจะให้ชาวนาใช้น้ำเท่ากับผู้บริโภคน้ำในเมืองย่อมเป็นไปไม่ได้ หรือผู้ใช้น้ำเพื่อการเกษตรจะต้องถูกจัดลำดับไว้ท้ายสุดทุกครั้ง ก็จะต้องเกิดปัญหาขึ้นในอนาคต การวางยุทธศาสตร์เพื่อให้มีน้ำใช้เพียงพอทุกภาคการผลิต ไม่ประสบอุทกภัย ไม่มีภัยแล้ง ประปาไม่ขาดแคลน ล้วนต้องอาศัยการมีส่วนร่วม การวางแผนที่รัดกุม ที่สุดแล้วต้องนับเป็นอีกเรื่องที่ท้าทายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ไม่แพ้เรื่องด่วนอื่นๆ ที่ประชาชนล้วนคาดหวังอีกเช่นกัน



