คอลัมนิสต์

สนช.กับการถอดถอนต้องยึดความถูกต้อง

สนช.กับการถอดถอนต้องยึดความถูกต้อง

13 ต.ค. 2557

สนช.กับการถอดถอนต้องยึดความถูกต้องมากกว่าความสะใจ : ขยายปมร้อน โดย ขนิษฐา เทพจร

                กลายเป็นปมร้อนระอุอีกครั้ง สำหรับการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในประเด็นถอดถอน “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และ นิคม ไวยรัชพานิช อดีตรองประธานรัฐสภา” ให้ออกจากตำแหน่งฐานใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 2550 และไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม ในประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของวุฒิสมาชิก ตามสำนวนสอบสวนและชี้มูลของ“คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)” ที่ยืนยันพฤติกรรมความผิดฐานส่อว่าจงใจใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติในมาตรา 3 วรรคสอง และมาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ไร้ประเด็นกฎหมายอื่นประกอบ

                สิ่งที่สร้างความปวดหัวที่สุด สำหรับกรณีนี้ คือ ความผิดที่ยึดตัวบทของรัฐธรรมนูญ 2550 โดยประเด็นนี้ “พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.” พยายามคลี่ปม โดยตั้งโจทย์พิจารณาที่ว่า “ความผิดตามสำนวน ป.ป.ช.นั้น ถือเป็นความผิดที่มีกฎหมายอื่นบังคับใช้อยู่หรือไม่ แม้ประธานสนช.จะเรียกประชุมทีมกฎหมายส่วนตัว และส่งประเด็นให้ “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1” ฐานะมือกฎหมายสภา ร่วมพิจารณา แต่ไร้ข้อสรุปที่เป็นทางการ

                เหตุที่ “ผู้นำ สนช.” ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ก่อนเริ่มเรื่องตามกระบวนการถอดถอน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคำขู่ของ “ผู้ที่ถูกชี้มูลและเครือข่าย” ที่เตรียมช่องทางกฎหมายฟ้องร้อง และเอาผิดทางกฎหมาย

                ประเด็นที่ผู้ที่ถูกชี้มูล ยกเป็นประเด็นต่อกร คือ คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 53-58/2557 ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2557 ที่ยกคำร้องของ สมชาย แสวงการ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม กับพวกรวม 6 คน ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของ “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และผู้ร่วมเข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.... รวม 312 คน” เหตุเพราะมีพฤติกรรมส่อขัดกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 68 ว่าด้วยการล้มล้างการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย

                เนื้อหาสาระสำคัญของคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีอยู่ว่า “ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีประกาศให้รัฐธรรมนูญ 2550 สิ้นสุดลง และให้ศาลทั้งหลายคงมีอำนาจดำเนินการพิจารณาและพิพากษาคดีตามบทกฎหมายและประกาศ คสช. ตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 11/2557 เรื่องการสิ้นสุดของรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และต่อมาวันที่ 22 กรกฎาคม 2557 มีการประกาศใช้บังคับรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว 2557 จึงทำให้การวินิจฉัยสั่งการกรณีบุคคลหรือพรรคการเมืองกระทำการเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่เป็นประโยชน์ที่จะพิจารณาวินิจฉัยคดีต่อไป”

                ด้วยคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญจึงถือเป็นหลักการทางกฎหมาย ที่เป็นสภาพบังคับให้องค์กรยึดเป็นบรรทัดฐาน

                แต่ประเด็นพิจารณาถอดถอนบุคคลที่เริ่มเข้าสู่กระบวนการมาแล้วนั้น ฟาก “สนช.ขั้ว ส.ว.กลุ่ม 40” มองว่า ต้องเดินให้ครบกระบวนความ จนเสร็จสิ้นสมบูรณ์ เมื่อ ป.ป.ช.ส่งรายงานตรวจสอบคดีถอดถอนบุคคลตามที่มีผู้ร้องมายัง สนช. ที่ทำหน้าที่วุฒิสภาแล้ว ต้องบรรจุเรื่องสู่วาระการประชุมภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันรับรายงาน ส่วนใครจะอ้างว่าตอนนี้คนที่ถูกชี้มูลไม่อยู่ในตำแหน่งแล้ว หรือ รัฐธรรมนูญ 2550 ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว ถือเป็นขั้นตอนต่อสู้ทางคดีในชั้นพิจารณาของ สนช. ใครก็ไม่มีสิทธิที่จะยุติเรื่องไม่ให้เดินตามกระบวนการได้ แม้แต่ “ประธาน สนช.” หรือ “ศาลรัฐธรรมนูญ”

                บทสรุปของข้อถกเถียงคงหนีไม่พ้นที่ต้องให้สมาชิก สนช.ทั้ง 220 คนต้องตัดสินใจและรับผิดชอบร่วมกัน

                แต่ปรากฏการณ์ลูกเล่นทางกฎหมายของคู่อริทางการเมือง ระหว่างคนที่อยู่ในอำนาจ และคนที่หมดอำนาจ ถือเป็นบทพิสูจน์ชั้นยอดของผู้ทรงคุณวุฒิใน สนช. ที่ต้องพิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน เพื่อไม่ให้ผลพิจารณากลายเป็นบรรทัดฐานที่ย้อนมาทำร้ายตัวเองในอนาคตได้
                                                                                                                     

...................................                                                                                                  

(หมายเหตุ : สนช.กับการถอดถอนต้องยึดความถูกต้องมากกว่าความสะใจ : ขยายปมร้อน โดย ขนิษฐา เทพจร)